ปุ้มปุ้ย เหลือทน ฟาดกลับแซ่บ ดราม่าคนด่าถึงไอจี หลังดีใจสามีเซอร์ไพรส์ใหญ่

18 ส.ค. 2563-10:30 น.
ตอกกลับแซ่บคนด่า – อ้อนหลัวตามสไตล์ ปุ้มปุ้ย พรรณทิพา หลังนักร้องหนุ่ม กวินท์ ดูวาล เซอร์ไพรส์ใหญ่ให้เมีย ทุ่มเทเงินเก็บมาทั้งชีวิต ซื้อกระเป๋าหรูให้ภรรยาสุดเลิฟ เมียดีใจหนัก โพสต์คลิปลงไอจี ท่ามกลางชาวเน็ต มาแห่แท็กให้สามีดูกันรัวๆ ความครีเอทของผัวทำให้เมีย

เมียจะเป็นลม กวินท์ เซอร์ไพรส์ เงินเก็บทั้งชีวิต แห่แท็กหลัวดูรัวๆ จบลั่นมาก(คลิป)
ทั้งคนในวงการบันเทิงและแฟนคลับแห่คอมเมนต์เฮฮาสนุกสนาน แต่ไม่วายเกิดดราม่า เมื่อมีผู้ใช้ไอจีคนหนึ่งเข้ามาคอมเมนต์ว่า “ปัญญาอ่อน ดี เสียง อ่ะ อะไร สรุป อยากได้รึไม่อยากได้ งง จะแอฟเพื่อ”

ทำเอา สาวปุ้ย เหลืออด เข้ามาคอมเมนต์ตอกกลับแบบแซ่บๆ บ้างว่า “เสือกอะไรอ่ะ งง” ขณะที่ชาวเน็ตส่วนหนึ่งก็เข้ามาคอมเมนต์ต่อว่าเจ้าของไอจีที่เข้ามาด่าสาวปุ้ยกันรัวๆ ถ้อยคำแรงไม่น้อย

บ้างก็บอกว่า “…..ก็ไปเสือกกับเค้า ไม่มีผัวซื้อให้แบบนี้ก็อย่าหงุดหงิดพาลเป็นหมาบ้าค่ะ ….ปัญญาอ่อน” , “อิจฉาอะดิ้….ดอก” , “คนแบบนี้ต้องฟาดหนักๆคะแม่” เป็นต้น

“ทิพย์” แก้วกัลยา นักวอลเล่ย์สาวไทยคนแรกได้แชมป์ลีกสูงสุดญี่ปุ่น

    เห็นสวยๆ อย่างนี้ "น้องทิพย์" แก้วกัลยา กมุลทะลา นักวอลเลย์บอลทีมชาติ ตำแหน่งบอลเร็ว จากอำเภอกมลาไสย เมืองน้ำดำจังหวัดกาฬสินธุ์ ตบระเบิดและเปิดประวัติศาสตร์ เป็นสาวไทยคนแรก ร่วมทีมคว้าแชมป์ลีกสูงสุดญี่ปุ่นกับสโมสร เจที มาร์เวลลัส  เมื่อปีที่ผ่านมา ตอนนี้กลับเมืองไทยและแฟนลูกยางคงมีโอกาส ได้เห็นเชิงตบของสาววัยเบญจเพศคนนี้ในเร็ววัน
    ประวัติส่วนตัว
    ชื่อ : แก้วกัลยา กมุลทะลา
    ชื่อเล่น : ทิพย์
    พื้นเพบ้านเกิด : จ.กาฬสินธุ์
    อายุ : 25 ปี
    ส่วนสูง : 178 ซ.ม.
    น้ำหนัก : 67 ก.ก.
    สัดส่วน : 34-29-40
    จบปริญญาตรี : คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
    ปัจจุบัน : เป็นนักวอลเลย์บอลอาชีพ
    กีฬาที่ชอบเล่น : วอลเลย์บอล
    ดีกรีล่าสุด : นักกีฬาวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทย สโมสร เจที มาร์เวลลัส ของญี่ปุ่น แชมป์วอลเลย์บอล วีลีก 2019
    นักกีฬาที่ชื่นชอบ : ลิโอเนล เมสซี
    คติประจำใจ : อย่าเพิ่งท้อแท้ในสิ่งที่ยังไม่พยายาม และอย่าเพิ่งหมดหวังในสิ่งที่ยังไม่เริ่มต้น
    ชายในสเปก : ชอบคนอบอุ่น เป็นผู้ใหญ่ที่ดูแลเราได้
    สถานภาพ : มีแฟนแล้ว

“สิริรัตน์ ยนต์โยธินกุล”ตำนานสาวหล่อแห่งวงการยัดห่วงไทย

แฟนกีฬาชาวไทยอาจจะเคยเห็นปรากฏการณ์สนามแตกมาแล้ว โดยเฉพาะอย่างยื่งกับการแข่งขันฟุตบอลทีมชาติไทยในหลายๆแมตช์, วอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทยในหลายๆครั้ง และการชกของ เขาทราย แกแล็คซี่ อดีตแชมป์โลกผู้ยิ่งใหญ่ในหลายๆไฟต์ ซึ่งปรากฏการณ์สนามแตก ที่มีแฟนกีฬาแห่เข้าไปชมจนล้นสนามนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ นอกจากจะเกิดกระแสฟีเวอร์หรือความนิยมต่อกีฬาชนิดนั้นจริงๆ
   อย่างไรก็ตาม ครั้งหนึ่งเคยเกิดปรากฏการณ์สนามแตกมาแล้ว กับการแข่งขันบาสเกตบอลหญิง ในกีฬาซีเกมส์ครั้งที่ 18 ที่จังหวัดเชียงใหม่เป็นเจ้าภาพ เมื่อช่วงปลายปี 2538 ซึ่งน่าจะเป็นครั้งเดียวในประวัติศาสตร์วงการยัดห่วงไทย ที่มีแฟนกีฬาแห่เข้าไปชมบาสเกตบอลหญิงจนล้นสนาม

    และปฏิเสธไม่ได้ว่า นักกีฬาผู้มีส่วนสำคัญอย่างยิ่ง ที่ทำให้เกิดกระแสฟีเวอร์ จนทำให้แฟนกีฬาต้องแย่งกันซื้อตั๋วเพื่อเข้ามาเชียร์ทีมบาสเกตบอลสาวไทยในซีเกมส์ครั้งดังกล่าว จะเป็นใครไปไม่ได้ นอกจาก "แว่น" สิริรัตน์ ยนต์โยธินกุล ตำนานสาวหล่อแห่งวงการยัดห่วงไทย

    แม้จะเกิดเป็นหญิง แต่จากการมีรูปร่างหน้าตาหล่อสมาร์ทโดนใจ ละม้ายคล้ายกับ ศรราม เทพพิทักษ์ พระเอกเบอร์ 1 แห่งวงการบันเทิงในยุคนั้น จึงทำให้เธอคนนี้ ได้รับการขนานนามจากสื่อมวลชนว่า "สาวหล่อ" ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา อีกทั้งสื่อบางสำนัก ยังตั้งฉายาให้เธอว่า "ศรราม 2" อีกด้วย

    นอกจากรูปร่างหน้าตาจะหล่อโดนใจสาวๆทั้งประเทศแล้ว ด้วยความสามารถอันโดดเด่นในตำแหน่งพอยท์การ์ด ที่ไม่ได้เป็น 2 รองใคร จึงทำให้ สิริรัตน์ ยนต์โยธินกุล เป็นตัวหลักให้กับทีมบาสเกตบอลหญิงทีมชาติไทยมาตลอด 9 ปีที่รับใช้ชาติ ก่อนที่ชื่อของเธอ จะกลายตำนานที่ยังอยู่ในใจของแฟนกีฬาชาวไทยทั้งประเทศตลอดมา

    ย้อนกลับไปในอดีต ตำนานสาวหล่อแห่งวงการยัดห่วงไทยรายนี้ ไม่ได้ตั้งใจที่จะเล่นบาสเกตบอลตั้งแต่แรกแต่อย่างใด โดยคุณพ่อและคุณแม่ สนับสนุนให้ลูกสาวคนนี้เล่นกีฬาชนิดใดก็ได้ เพื่อให้มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง

    จนกระทั่งอายุ 12 ขวบ เส้นทางชีวิตได้มาบรรจบกับเกมกีฬายัดห่วงจนได้ เมื่อโรงเรียนวัดน้อยนพคุณ สถานศึกษาของเธอในเวลานั้น มีแผนการที่จะสร้างทีมบาสเกตบอลหญิงขึ้นมา โดยมี อาจารย์พงษ์ศักดิ์ แก้วใจดี เป็นเฮดโค้ช ก่อนที่อาจารย์ท่านนี้ จะทาบทามให้ ด.ญ.สิริรัตน์ เข้ามาเป็นนักบาสเกตบอลให้กับทีมโรงเรียน

    นับจากนั้น สิริรัตน์ ยนต์โยธินกุล ได้เป็นนักบาสเกตบอลหญิงตัวหลักให้กับโรงเรียนวัดน้อยนพคุณมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับลงแข่งขันหลายรายการ อาทิ รายการของกรมพลศึกษา, รายการของกรุงเทพมหานคร, กีฬากองทัพอากาศ, กีฬาเยาวชนแห่งชาติ, กีฬาแห่งชาติ และอีกหลายๆทัวร์นาเมนต์ โดยยึดแบบอย่างจาก ไมเคิ่ล จอร์แดน ซูเปอร์สตาร์เบอร์ 1 แห่งวงการยัดห่วงเอ็นบีเอในขณะนั้นเป็นไอดอล

     สำหรับจุดเปลี่ยนสำคัญ ที่ทำให้ชีวิตของเธอ ได้ก้าวขึ้นมาติดทีมชาติไทย ได้เกิดขึ้นในระหว่างการแข่งขันกีฬาเยาวชนแห่งชาติครั้งที่ 10 ที่จังหวัดพิษณุโลก เมื่อปี 2537 ในครั้งนั้น สิริรัตน์ เป็นตัวแทนของทีมยัดห่วงเขต 10 กรุงเทพมหานคร

 

    แม้จะได้เพียงรองแชมป์ ทว่าจากการโชว์ฟอร์มที่โดดเด่นเหนือกว่าผู้เล่นคนอื่น จึงทำให้เธอคว้ารางวัลนักกีฬายอดเยี่ยมประจำทัวร์นาเมนต์มาครอง ก่อนจะได้รับการคัดเลือกให้เป็น 1 ใน 8 นักกีฬาเยาวชนไทย ให้ได้รับโอกาสอันล้ำค่า กับการไปทัศนศึกษาดูงาน ในการแข่งขันกีฬาเอเชียนเกมส์ครั้งที่ 12 ที่นครฮิโรชิมา ประเทศญี่ปุ่น ภายในปีเดียวกัน

    ด้วยผลงานที่ยอดเยี่ยมจากการแข่งขันกีฬาเยาวชนแห่งชาติครั้งดังกล่าว ได้ทำให้ชื่อของ สิริรัตน์ ยนต์โยธินกุล ก้าวขึ้นมาติดทีมชาติชุดใหญ่ในปีต่อมา หรือปี 2538 ด้วยวัยเพียง 18 ปีเท่านั้น

    สำหรับทัวร์นาเมนต์แรกที่ลงแข่งขันในนามทีมชาติก็คือ ศึกชิงแชมป์เอเชีย 1995 ซึ่งเป็นระดับดิวิชั่น 2 ที่เมืองชิซูโอกะ ประเทศญี่ปุ่น เมื่อเดือนกรกฎาคมปี 2538 โดยเธอและเพื่อนร่วมทีม ผนึกกำลังพาทีมยัดห่วงสาวไทยคว้าแชมป์มาครอง และได้เลื่อนชั้นขึ้นสู่ดิวิชั่น 1 ได้สำเร็จ

    จากนั้นในช่วงปลายปีเดียวกัน อีก 1 จุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุดในชีวิตได้มาถึง ซึ่งเกิดขึ้นในระหว่างการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ครั้งที่ 18 ที่จังหวัดเชียงใหม่เป็นเจ้าภาพ เมื่อ สิริรัตน์ ได้ฉายแววความเป็นซูเปอร์สตาร์เบอร์ 1 แห่งวงการยัดห่วงหญิงไทยในเวลานั้น กับการเป็นนักกีฬาที่มีแฟนคลับคลั่งไคล้มากที่สุดคนหนึ่งในซีเกมส์ครั้งดังกล่าว จนเกิดปรากฏการณ์สนามแตกทุกแมตช์ที่ทีมยัดห่วงสาวไทยลงแข่งขัน เนื่องจากแฟนกีฬาต่างแย่งกันซื้อตั๋วเพื่อเข้ามาชม “สาวหล่อ” ในสนาม เมื่อยามที่เธอได้บอลแต่ละครั้ง เสียงกรี๊ดจากแฟนๆ ดังกึกก้องไปทั่วโรงยิมทุกครั้งเลยทีเดียว

    ด้วยแรงเชียร์ที่ล้นหลาม กลายเป็นกำลังใจที่สำคัญ ในการทำให้ทีมบาสเกตบอลหญิงไทยคว้าเหรียญทองซีเกมส์ครั้งที่ 18 ได้สำเร็จ พร้อมกับพลิกชีวิตให้ สิริรัตน์ ยนต์โยธินกุล เปลี่ยนจากนักกีฬาธรรมดา กลายเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงในระดับประเทศไปในทันที
 
    อย่างไรก็ตาม แม้จะมีคนรู้จักมากขึ้นแต่ซูเปอร์สตาร์ยัดห่วงสาวรายนี้ ยังใช้ชีวิตแบบสมถะเหมือนคนธรรมดาทั่วไป ยังคงนั่งรถเมล์ไปเรียนมหาวิทยาลัยเป็นประจำ พอเจอแฟนคลับทักทายก็ยิ้มและพูดคุยแบบเป็นกันเองทุกครั้ง โดยไม่ถือตัวเลยแม้แต่น้อย

    หลังจากนั้น สิริรัตน์ ได้เล่นบาสเกตบอลให้กับทีมชาติไทยอีก 9 ปี ก่อนจะประกาศเลิกเล่นหลังจบศึกชิงแชมป์เอเชีย 2004 ที่เมืองเซนได ประเทศญี่ปุ่น เมื่อปี 2547 ด้วยวัยเพียง 27 ปีเท่านั้น

    เธอได้กล่าวถึงการตัดสินใจหันหลังให้กับกีฬาที่เธอรักว่า ในช่วงนั้นนอกจากจะต้องซ้อมบาสเป็นประจำแล้ว ยังต้องเรียนปริญญาโท อีกทั้งยังต้องทำงานประจำ กับการเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง ผลิตรายการและละครทางโทรทัศน์ควบคู่กันไปด้วย หลังจากนั้น ตำนานสาวหล่อแห่งวงการยัดห่วงไทย ได้ทำงานที่เธอรักกับการเป็นผู้อยู่เบื้องหลังในการผลิตรายการและละครทางทีวีมาโดยตลอด

    เธอได้กล่าวว่า จากการที่เป็นนักกีฬาที่มีชื่อเสียงและหน้าตาดี จึงทำให้ช่วงที่ทำงานตอนแรก ครีเอทีฟเคยให้เธอทดลองเป็นนักแสดงหน้ากล้องเช่นกัน แต่ด้วยความเขินกล้อง และไม่ถนัดกับการแสดง จึงเลือกที่จะเป็นผู้อยู่เบื้องหลังมากกว่า

    สำหรับปัจจุบันแม้ สิริรัตน์ ยนต์โยธินกุล จะลาออกจากงานประจำแล้ว เพื่อหันมาทำธุรกิจเปิดร้านก๋วยเตี๋ยว ที่มีชื่อร้านว่า "ก๋วยเตี๋ยว เย็นตาโฟ ต้มยำ ไข่ออนเซน By แว่น สาวหล่อ" แต่ก็ยังไม่ทิ้งงานเบื้องหลังผลิตรายการโทรทัศน์ ซึ่งเธอยังเป็นฟรีแลนซ์ช่วยงาน "หม่ำ จ๊กมก" ศิลปินตลกชื่อดัง และยังเป็นผู้จัดการของ "อาร์ม" กรกันต์ สุทธิโกเศศ นักร้องและนักแสดงชื่อดังอีกด้วย

    ด้านร้าน "ก๋วยเตี๋ยว เย็นตาโฟ ต้มยำ ไข่ออนเซน By แว่น สาวหล่อ" เพิ่งเปิดเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมาซึ่ง สิริรัตน์ ได้กล่าวว่า ที่จริงแล้วคุณพ่อกับคุณแม่ขายมาก่อน พอตนเองมาทำก็ได้ปรับปรุงให้รสชาติกลมกล่อมและอร่อยขึ้น โดยร้านตั้งอยู่ที่บ้านเลขที่ 99/9 หมู่บ้านไทยสมบูรณ์ 3 ตำบลคลองสาม อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี และได้เปิดบริการทุกวันตั้งแต่เวลา 12.00-20.30 น.

    แฟนกีฬาท่านใด ที่ยังคิดถึงตำนานสาวหล่อแห่งวงการยัดห่วงไทยรายนี้ สามารถไปพบปะและอุดหนุนเธอได้ ตามสถานที่ดังกล่าว หรือติดต่อทางหมายเลขโทรศัพท์ 0648269399 และยังสามารถติดตามรายละเอียดของร้านได้ที่เพจเฟสบุ๊ก "ก๋วยเตี๋ยว เย็นตาโฟ ต้มยำ ไข่ออนเซน By แว่น สาวหล่อ" ได้อีก 1 ช่องทาง

 

“น้องอิงฟ้า” เผยมุมเซ็กซี่อีกครั้ง คราวนี้มาในชุดลายเสือสุดแซ่บ

แว็งซ็องต์ ก็องปานี ระบุ สาเหตุที่ตนบอกว่า เฟอร์กิล ฟาน ไดค์ เป็นกองหลังที่เก่งที่สุดของ พรีเมียร์ลีก เป็นเพราะอีกฝ่ายทำให้ ลิเวอร์พูล พัฒนาแบบก้าวกระโดด ทั้งที่มันเป็นเรื่องยากมากๆ ที่จะมีใครทำให้ทีมใหญ่พัฒนาขึ้นเยอะแบบนี้ได้ พร้อมบอกว่าตนนับถือศิลปะการเล่นของ ฟาน ไดค์ ด้วย

    แว็งซ็องต์ ก็องปานี กองหลังประสบการณ์สูงของ อันเดอร์เลชท์ สโมสรในลีกสูงสุดประเทศเบลเยียม เปิดเผยว่าสาเหตุที่ยกให้ เฟอร์กิล ฟาน ไดค์ เป็นเซนเตอร์แบ็กที่เก่งที่สุดตลอดกาลของ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ นั้น เป็นเพราะเขาทำให้ "หงส์แดง" พัฒนาขึ้นอย่างมากหลังจากที่ย้ายมาอยู่กับทีม

    ลิเวอร์พูล คว้าตัว ฟาน ไดค์ มาจาก เซาธ์แฮมป์ตัน เมื่อช่วงเดือนมกราคม ปี 2018 ซึ่งดาวเตะชาวดัตช์ก็พัฒนาฝีเท้าได้ดีจนได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในกองหลังชั้นยอดคนหนึ่งของยุคนี้ รวมถึงช่วยให้ทีมได้แชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เมื่อฤดูกาลก่อน และกำลังจะได้แชมป์ลีกในซีซั่นนี้ ซึ่งก่อนหน้านี้ ก็องปานี ก็ถึงขั้นยกให้ ฟาน ไดค์ เป็นกองหลังที่เก่งที่สุดในประวัติศาสตร์ของ พรีเมียร์ลีก เลย

    อดีตกัปตันทีม แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เผยกับ บีบีซี สื่อชื่อดังของเมืองผู้ดีว่า "สาเหตุที่ผมพูดแบบนั้นมันเป้นเพราะว่าที่จริง ลิเวอร์พูล ก็เป็นทีมที่ดีตั้งแต่ก่อนหน้าที่ เฟอร์กิล ฟาน ไดค์ จะเข้ามาอยู่กับทีมอยู่แล้ว แต่ตอนนั้นพวกเขาเสียประตูง่ายอยู่เสมอ ตอนนั้นผมไม่เคยรู้สึกเลยว่าพวกเขาเป็นทีมที่ดีที่สุด ต่างกับที่พวกเขาแสดงให้เห็นในฤดูกาลนี้"

    "มันเป็นเรื่องยากมากๆ ที่จะมีนักเตะสักคนที่มีผลกระทบกับสโมสรใหญ่มากถึงขนาดนี้ เขาเอาการเล่นเกมรับแบบฉบับดั้งเดิมมาสู่ทีมโดยที่มีการดัดแปลงให้เข้ากับยุคปัจจุบันนิดหน่อย และผมก็เคารพเรื่องนั้นมากๆ สิ่งที่เขาทำน่ะมันเป็นเรื่องง่ายๆ ก็จริง แต่มันก็มีประสิทธิภาพอย่างมาก มันเป็นศิลปะที่ผมให้ความเคารพอย่างสูง"

หยามกันแบบนี้! “เพจ สปิราแนค” ก้านเหล็กสาวถูกแฟนๆ ถามทำหน้าอกหรือไม่



เพจ สปิราแนค อดีตโปรกอล์ฟสาว สร้างเรื่องฮือฮาอีกครั้ง หลังจัดรายการ ถาม & ตอบ แบบหมดเปลือกในช่อง YouTube ของเธอในช่วงกักตัวจากการประกาศของทางรัฐบาลอเมริกาที่มีคำสั่งให้เก็บตัวในบ้านเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา (โควิด-19)

โดยหนึ่งในคำถามที่แฟนๆ ถามเข้ามามากที่สุดก็คือเรื่องขนาดของหน้าอกหน้าใจขนาด 34DD ของเธอว่ามันเป็นของแท้แม่ให้มา หรือว่าแอบไปเสริมอึ๋มให้มันใหญ่ขึ้น งานนี้ทำเอาก้านเหล็กสาววัย 27 ปี ออกมาไขข้อข้องใจเกี่ยวกับหน้าอกของเธอแบบไม่มีกั๊ก

"ฉันรู้สึกมั่นใจ และรู้สึกว่าตัวเองเซ็กซี่ ฉันคิดว่าฉันมีหน้าอกที่สวย และฉันไม่คิดว่ามันเป็นเรื่องผิดอะไร ฉันไม่เคยคิดว่ามันเป็นปัญหา ฉันไม่โกรธนะที่มีหลายคนถามเข้ามาเกี่ยวกับเรื่องนี้"

"ฉันให้ความสำคัญในเรื่องของการดูแลตัวเอง ฉันใช้เวลาหลายชั่วโมงในยิม และควบคุมอาหาร แน่นอนฉันภูมิใจกับรูปร่างของฉัน ส่วนหน้าอกของฉันเป็นของจริงที่แม่ให้มา"

"ฉันไม่เคยทำหน้าอก มันเป็นของจริง ขนาดมันอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับผู้หญิง หน้าอกของฉันจะใหญ่ที่สุดตอนที่มีประจำเดือน พวกมันจะใหญ่ขึ้นไปอีก 2 คัพ แถมถ้าฉันน้ำหนักขึ้นมันก็จะใหญ่ขึ้นด้วย" อดีตโปรสาว กล่าว

สำหรับ เพจ สปิราแนค ลงเล่นรายการอาชีพครั้งสุดท้ายเมื่อปี 2016 ทำให้อันดับโลกหลุดไปเกิน 1,000 เป็นที่เรียบร้อย แต่ด้วยภาพลักษณ์ที่สะดุดตาของเธอ ต้องบอกว่ากลับทำเงินให้เธอมากกว่าอาชีพนักกอล์ฟเสียอีก ปัจจุบันเธอถือเป็นนางแบบสุดฮอตที่มีงานโฆษณาเข้ามามากมาย

ด้วยความดังของเธอยังทำให้ได้รับการจ้างให้เป็นแบรนด์พรีเซนเตอร์สินค้าเกี่้ยวกับการตีกอล์ฟมากมาย แถมในโลกออนไลน์ยังได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก โดยมีผู้ติดตามในอินสตาแกรม มากกว่า 2.3 ล้านคนเลยทีเดียว

นอกจากนี้ยังเธอยังมีเว็บไซต์ส่วนตัว และแชนแนลทาง Youtube ให้แฟนคลับได้ติดตามอย่างเป็นเรื่องเป็นราวอีกด้วย ส่วนจะโดนใจใครหลายคนหรือไม่ ลองไปดูภาพเหล่านี้กันเอง

“ลูกหมี-รัศมี” ลงทุนเปลื้องผ้า เข้าฉากเลิฟซีนดุ

หลังจากมีภาพเปลือยกายเลิฟซีนอย่างดุเดือด ก็มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ออกมาอย่างมากมาย ซึ่งไม่ได้มีแค่ “กำปั้น บาซู” พีระ พาณิชย์พงส์ กับ ชาม โอสถานนท์ เท่านั้น ที่แก้ผ้าเข้าฉากเลิฟซีนในหนังติดเรทชวนสยิว “พรหมจรรย์ สวยพันธุ์สยอง” แต่ก็ยังมีนางแบบรุ่นใหญ่อีกคน “ลูกหมี” รัศมี ทองสิริไพรศรี ที่มารับบทเป็นเสือสมิงในเรื่อง เลยต้องเปลือยหมดจดและยังมีภาพเลิฟซีนอย่างดุเดือดเช่นเดียวกัน ทำให้กระแสสังคมออกมาต่อต้านว่า เป็นหนังที่ไม่โอเค ดารานักแสดงก็ถอดเสื้อผ้า แรงไปมั้ย ล่าสุด ผู้สื่อข่าวได้มีโอกาสเจอ สาวลูกหมี ในงานอีเวนท์งานหนึ่ง ก็ไม่พลาดที่จะถามถึงการรับเล่นหนังเรื่องนี้ 

 “จริงๆ ก็ถอดเกือบหมด แต่ว่าก่อนถ่ายลูกหมีจะต้องเพนท์ตัวเป็นรอยสัก แล้วก็มีที่แปะจุก ใส่จี-สตริงค์และป้องกันด้านล่างอีกด้วย สำหรับกระแสวิจารณ์ที่ว่าภาพในหนังโป๊ไปรึเปล่า ตรงนี้มันเป็นเรื่องการตัดต่อมากกว่า แต่ส่วนตัวไว้ใจทีมงานและนักแสดงทั้งหมด เวลาที่เซ็ตฉากเสร็จแล้วทุกคนจะออกไปหมดเลย จะเหลือแค่นักแสดงกับพี่ที่เป็นตากล้องค่ะ คือก็ถอดหมดเลยค่ะ บอกเลยว่าในเรื่องลูกหมีแทบจะไม่ได้ใส่เสื้อผ้าเลย แต่เราก็จะมีการเซฟนะ เพราะมันต้องมีฉากเลิฟซีน บางฉากที่ต้องปีนขึ้นไปยืนอยู่บนโขดหินบ้าง ซึ่งยากๆ ทั้งนั้น แล้วที่สำคัญทุกฉากที่บอกคือเราไม่ได้สวมใส่อะไรเลย แต่โชคดีที่ได้ร่วมงานกับ คุณบอม ซึ่งเขามีความเป็นมืออาชีพและให้เกียรตินักแสดงมากๆ  จะคอยระมัดระวังทุกขั้นตอนในการถ่ายทำ มันก็เลยทำให้เรารู้สึกสบายใจ”

 อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวได้ถาม สาวลูกหมี ทิ้งท้ายว่า คนมองว่ามารับเล่นหนัง ลงทุนแก้ผ้า หนังติดเรทแบบเนี้ย เพราะตกอับ งานไม่มี งานไม่เยอะเหมือนที่ผ่านมาหรือเปล่า งานนี้เจ้าตัวเผยออกมาเพียงสั้นๆ ว่า

 “คือเล่นหนังเรื่องนี้ต้องบอกเลยว่าอยากเล่นจริงๆ ซึ่งลูกหมียังไม่ได้ตกอับเลยค่ะ และงานยังมีเหมือนเดิมค่ะ แถมงานยังจะเยอะกว่าเดิมอีก เพราะฉะนั้นอย่ามามองว่าคนเล่นหนังติดเรทพวกนี้แล้วจะต้องตกอับแบบงานไม่มี ได้งานอะไรมาก็ต้องทำนะคะ”

งัดถุงเท้าพันกระปู๋!!”กำปั้น”เผยเบื้องลึกเลิฟซีนเปลือยสยิว!!

ถูกตีข่าวเล่าเรื่องว่ากับฉากเลิฟซีนดุเดือด18+++กับของสาว"ชาม" ไอยวริญท์ โอสถานนท์กับหนุ่ม "กำปั้น" พีระ พาณิชย์พงส์ ในหนังสุดอีโรติกเรื่อง "พรหมจรรย์ สวยพันธุ์สยอง" (Tiger Women) เสียวซ่านน้ำกระเซ็นแซงหน้า"แม่เบี้ย"ชวนตาลุกซู่ๆ นัวกันน้ำกระจาย ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์ วิจารณ์ไปต่างๆนาๆ บ้างก็รับได้ บ้างก็ติติงจนเละเป็นโจ๊ก ซึ่งงานนี้หนุ่มกำปั้นก็ยืดอกน้อมรับในคำติชม ที่ส่วนมากจะติมากกว่าชม ออกมาด่าว่าโป๊จัง เหมือนหนังแผ่น ทำไมถึงลดตัวมาเล่น จะเป็นแนวลบ แต่ก็อยากให้คนชมก่อนที่จะมาวิพากษ์วิจารณ์ ส่วนในมุมมองของตนมองว่าอยู่ในวงการมานาน เป็นดาราแล้วไม่จำเป็นต้องเลือกงาน เยอะอย่างอีกทั้งยอมรับการเล่นหนังเรื่องนี้ก็เปลือยหมด ยกเว้นจุด……. ส่วนฉากเลิฟซีนก็มองเป็นธรรมชาติ แต่ก็ยืนยันว่าเป็นหนังที่มีสาระนะ มีที่มาที่ไป

    ส่วนกระแสคาดเดาที่ว่า"ชาม"อาจมีปัญหากับแฟน เพราะแอคติ้งเลิฟซีนจัดเต็มกับตนนั้น เจ้าตัวเผยว่าตนแคร์ชามแต่ไม่หวั่นฝ่ายหญิงมีปัญหากับแฟน เชื่อว่า"ชาม"เคลียร์ได้ ส่วนเรื่องที่ถูกเพ่งเล็งว่าเหลาจมูกใหม่ "กำปั้น"เซย์เยสหล่อๆ รับว่ายัดดั้งจริงเพราะอยากหล่อขึ้น

    "จะว่าแรงก็แรงนะ อย่างที่เห็นแหละครับ แต่ในหนังแรงกว่านี้อีกนะ(หัวเราะ) ก็เป็นส่วนหนึ่งของฉากเลิฟซีนครับ(มันดูแรง ดูเปลืองตัวไปมั้ย) เราทำหนังแนวอีโรติคมันก็ต้องทำใจว่ามันต้องมีฉากประมาณนี้อยู่แล้ว ผมว่าคนไทยก็น่าจะเคยชินกับหนังแนวอีโรติคแล้วบ้างที่ผ่านมาก็มีให้เห็นบ้าง (ภาพมันดูล่อแหลม)ก็อย่างที่บอกว่าเราเป็นหนังแนวอีโรคติคก็ต้องทีฉากเสียว(ยิ้ม) แต่อาจจะดูแรงไปไหม ก็อยากให้เข้าไปดูก่อน ดูตัวเต็มเรื่องก่อนแล้วค่อยมาว่ากัน มันก็มีที่มาที่ไปนะ ไม่ใช่เปิดเรื่องมาแล้วจะโจ๊ะกันอย่างเดียวเลย มันก็มีเนื้อเรื่องมีเรื่องราวที่จะทำให้มีเลิฟซีนที่อยากเล่นหนังอีโรติค(หัวเราะ) ไม่ใช่ 2-3 ปีนี้ อยากจะทำงานในวงการให้เต็มที่มีโอกาสให้เล่นละคร มีโอกาสได้เล่นหนัง เราก็ดูจากเรื่องของบทเรื่องของทีมงาน ผู้กำกับ แล้วก็ทีมภาพ แล้วก็ตัวน้องชามเองเราก็เลยตัดสินใจเล่น(ถอดหมด)เหลือ 1 ชิ้น ถุงเท้าพันไว้ ตอนแรกก็เขินเหมือนกันนะ ก่อนที่จะถ่ายเราก็คิดว่ามันจะเป็นยังไงกลัวมันจะแตกตื่น กลัวมันจะอะไรรึป่าว ทำให้น้องเขาถ่ายไม่ได้มันก็เลยต้องคุยกันเยอะ คุยกับน้องชามเยอะหลายชั่วโมงก่อนที่จะเข้าฉากเลิฟซีน ก็เข้าฉากประมาณ 3 ซีน 3 วันครับ เปลือย 2 ซีน เราก็มีเซฟตี้ของแต่ละคน ผู้หญิงผู้ชายก็มี ฉากเลิฟซีน ถ้ารวมของคู่อื่นด้วยก็น่าจะ 30-40% คนจับจ้องเยอะ ก็เขินเหมือนกันนะ แต่ว่าตอนนั้นค่อนข้างที่จะสมบุกสมบันเหมือนกัน เพราะว่าเราถ่ายกันตอนช่วงหน้าหนาว อุณหภูมิ 8 องศา เราก็ถ่ายกันแต่เช้าในน้ำตก ตอนนั้นมันเหนื่อย แล้วก็รู้สึกว่าแต่ละซีนที่ถ่ายพี่บอมเขาไม่ให้ผ่านง่ายๆ เลย แต่ละซีน 4 ชั่วโมง อย่างบางซีนที่เห็นกันในทีเซอร์อันนั้น 8 ชั่วโมง แช่อยู่ในน้ำ 8 ชั่วโมง"

    จากนั้นก็ออกตัวว่าตนไม่ได้คิดการณ์ไกลจะมาเอาดีด้านนี้ ส่วนข้อที่ว่าต้องขอนุญาติแฟนชามหรือไม่นั้นเจ้าตัวเผยว่าชามเองก็คงคุยกับครอบครัวเยอะเหมือนกันก่อนที่จะรับเล่น ทุกคนก็มีสปิริตพอรับแล้วก็ต้องเต็มที่กับงาน ส่วนตนไม่ได้ขออนุญาติใครเลย "ผมผู้ชายสบายมาก ที่แคร์ที่สุดก็คือน้องชามแค่นั้นเอง ก็มีการพูดคุยกันก่อนถ่ายเยอะมาก  น้องชามก็ต้องเข้าใจนะ เพราะเขาก็เนาะ ระดับ(นางงาม) (กลัวหนังโดนแบนมั้ย) ตอนแรกไม่กลัวตอนนี้เริ่มหวั่นเหมือนกันเพราะว่ามันมีข้อเปรียบเทียบ คือมีหนังเรื่องหนึ่งเข้ามาเปรียบเทียบพอดี ด้วยสังคมเขาอาจจะมอว่าทำไมหนังอย่างนั้นไม่ผ่าน แต่ทำไมหนังอย่างนี้ถึงผ่าน ซึ่งก่อนหน้านี้มันก็มีหนังแนวๆ อีโรติคออกมาก็ผ่าน ลงโรงไปเรียบร้อยแล้ว แต่ว่าเรามีจังหวะที่มีหนังมาเปรียบเทียบพอดี จริงๆ จะบอกว่าอยากให้ไปดูกันก่อน อย่าเพิ่งตัดสินหนังของเราว่ามันจะเป็นหนังอนาจารโป๊เปลือย ก็คือเรื่องนี้แน่นอนมีฉากอีโรติค เพราะเป็นหนังอีโรติคแต่ว่าด้วยเนื้อหาของความสยองขวัญ เนื้อเรื่อง โปรดักชั่น โดยเฉพาะเรื่องของภาพ  ตอนนี้ผ่านการเซ็นเซ่อร์ได้ระดับ 18+++ครับ"

    ส่วนประเด็นที่ถูกจับตามองว่าหน้าตาเปลี่ยนไปนั้น เจ้าตัวยืดอกตอบแบบแมนๆว่าก็เสริมหล่อนิดหนึ่ง เพิ่งไปทำจมูกมาใหม่ นี่ 9 วันเอง ยังบวมๆ อยู่เลย แต่ก็ต้องมารับงานโปรโมตหนัง ปีนี้มีงานหลายอย่างที่กำลังจะทำอยู่ โฟโต้บุ๊ค เพลง ละคร กะจะลุยให้เต็มที "ก็อยากหล่อ  อยากดูดีขึ้น ทำจมูกมา เลเซอร์ก็ปกติอยู่แล้ว อายุ 30 กว่าแล้วเนาะ หลังทำก็โอเคครับ 9 วันเอง ยังบวมๆ เจ็บๆ อยู่เลย ตัดปีกจมูกครับ เสริมแล้วก็ตัด"

    "กำปั้น"มันใหญ่ม๊วก  อิอิ ..อันนี้หมายถึงจัดใหญ่และการเปิดใจชุดใหญ่ไม่กั๊กผ่านรายการ"จุดเดือด"นะฮ้าฟ

“ลูกหมี รัศมี”โชว์สปิริตเปลือยร่างสยิวใน”พรหมจรรย์ สวยพันธุ์สยอง”

นางแบบหุ่นเซี้ยะเรื่องความเซ็กซี่ไม่เป็นรองใครสำหรับ "ลูกหมี-รัศมี ทองสิริไพรศรี" ที่เจ้าตัวตกปากรับคำผู้กำกับฯมากความสามารถอย่าง "บอม-อัศจรรย์ สัตโกวิท" เล่นหนังอีโรติกชวนสยิวเรื่องแรกใน พรหมจรรย์ สวยพันธุ์สยอง ผลงานการสร้างโดยค่ายหนังคุณภาพอย่าง TEN

    แนะนำตัวกันหน่อย
    "สวัสดีค่ะ ลูกหมี-รัศมี ทองสิริไพรศรี ในเรื่องนี้รับบทเป็น เสือสมิง ค่ะ"

    ลูกหมี รัศมี ทองสิริไพรศรีคาแรคเตอร์ในเรื่องเป็นอย่างไร
    "บทของเสือสมิง ในเรื่องดูเหมือนเป็นผู้หญิงอายุ 30 กว่าๆ แต่จริงๆแล้วเสือสมิงตัวนี้อายุเกือบ 100 แล้ว อาศัยอยู่ในป่าลึกจะเป็นคนที่ดูน่ากลัว ดูนิ่งๆ ดุดัน ลึกลับ และเสือสมิงจะชอบไสยศาสตร์ ชอบเรียนรู้ทางด้านนี้ ชอบวิชาอาคม มีรอยสักเต็มตัวที่ซ่อนอยู่ภายใต้เรือนร่างของเธอ เวลามีคนเข้ามาเพ่นพ่านในป่า ก็จะฆ่า ประมาณว่าถ้ามีผู้ชายหลงมาอยู่ในป่าลึกก็สามารถมีอะไรกับผู้ชายได้ด้วยและ เสือสมิง(ในเรื่อง)จะไม่ใส่เสื้อผ้าเลยก็คิดเอาละกันคะ"

    พรหมจรรย์ สวยพันธุ์สยองเสือสมิงเข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้อย่างไร
    "เข้ามาเพราะบังเอิญมีเด็กวัยรุ่นกลุ่มหนึ่งได้มาเที่ยวกันที่ที่เราอยู่ พวกเด็กๆที่มาก็มีทั้งผู้ชาย ผู้หญิงประเด็นคือ เขาเอาเรื่องของกามารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยและเขาก็ได้พลัดหลงเข้าไปในป่า และก็ไม่ได้เคารพสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ในป่า เหมือนทำให้เสือสมิงได้ออกมาเจอเขามันก็เป็นเรื่องราวของความน่ากลัวสยดสยอง และเรื่องของเซ็กส์  มีเรื่องของอารมณ์อะไรต่างๆที่มาพัวพันกับเสือสมิงด้วย  มันก็เลยเกี่ยวพันกันจนเป็นเรื่องของความเป็นความตาย  เหมือนกับว่าใครได้เจอเสือสมิงแล้วจะติดใจ  จะผูกพัน  จะทำให้อยากเจออีก"

    พรหมจรรย์ สวยพันธุ์สยองมารับบทสุดเซ็กซี่นี้ได้อย่างไร
    "คุณบอม(ผู้กำกับฯ) โทรมาคุยคะ ก็คุยกันพักใหญ่นะเขาก็ทาบทามเรา อันที่จริงก็รู้จักกันในระดับหนึ่ง พี่บอมก็โทรมาเล่าบทหนังให้ฟังว่า เสือสมิงเป็นแบบนี้ๆ เรื่องราวเป็นแบบนี้ ไปถ่ายทำกันที่ต่างจังหวัดนะแบบว่าฉากหลังสวยๆ บทซีนนั้นซีนนี้เป็นอย่างไร พอเราได้รู้คร่าวๆเราก็รู้สึกสนใจมากอยากจะรับเล่น จึงรับปากพี่เขาไปว่าโอเคเราสนใจก็เลยได้มาร่วมงานกันค่ะ"

    ลูกหมี รัศมี ทองสิริไพรศรีมีการเตรียมตัวอย่างไรบ้าง
    "เสือสมิงในเวอร์ชั่นนี้เราจะเป็นผู้หญิงนิ่งๆ มีการเคลื่อนไหวน้อยๆ ใช้สายตา ใช้ตัวเราสื่อสารเป็นการเดินเรื่อง เราก็โชคดีที่เราเอาความเป็นนางแบบมาใช้ได้ ในเรื่องไม่ได้มีการแต่งเอฟเฟ็กต์อะไรมากมาย  จะมีก็แค่เรื่องของรอยสัก ด้านหลัง แขนและเกือบทั้งตัวจะเต็มไปด้วยรอยสัก และที่หนักใจที่สุดคือเราต้องแก้ผ้า ทั้งเรื่องเกือบจะไม่ได้ใส่เสื้อผ้าเลย จะมาใส่ทีเดียวตอนจบเรื่อง"

    พรหมจรรย์ สวยพันธุ์สยองให้คำจำกัดความของการ"แก้ผ้า"ในเรื่องหน่อย
    "ถอดเลยค่ะ บอกเลยว่าในเรื่องลูกหมีแทบจะไม่ได้ใส่เสื้อผ้าเลย แต่เราก็จะมีการเซฟนะ เพราะมันต้องมีฉากเลิฟซีนบ้าง ฉากที่ต้องปีนขึ้นไปยืนอยู่บนโขดหินบ้าง ซึ่งยากๆทั้งนั้นแล้วที่สำคัญทุกฉากที่บอกคือเราไม่ได้สวมใส่อะไรเลย แต่โชคดีที่ได้ร่วมงานกับ คุณบอม(ผกก.) ซึ่งเขามีความเป็นมืออาชีพและให้เกียรตินักแสดงมากๆ จะคอยระมัดระวังทุกขั้นตอนในการถ่ายทำ มันก็เลยทำให้เรารู้สึกสบายใจ"

    พรหมจรรย์ สวยพันธุ์สยองอยากให้ฝากหนังเรื่องนี้หน่อย
    "ลูกหมีก็ขอฝากผลงานเรื่องพรหมจรรย์ไว้ด้วยนะคะเป็นหนังเรื่องหนึ่งที่ตั้งใจเล่นมากๆเชื่อว่าคุณผู้ชมดูแล้วต้องชอบแน่นอนค่ะ"

 

“Crazy Rich Asians”แรงไม่หยุดแชมป์บ็อกซ์3สัปดาห์ติด “Incredibles 2″รายได้รวมทั่วโลกเกิน$1.163 พันล้าน

ต้องยอมรับว่าพลังเอเชียแรงดีแท้ Crazy Rich Asians ยังคงครองใจคนที่ชอบหนังในสไตล์รักโรแมนติกผสมคอมเมดี้เมื่อยังคงยึดแชมป์บ็อกซ์ ออฟฟิศ ได้อย่างต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 3 ติดต่อกัน ตามด้วย The Meg ที่ยังคงไล่บี้อยู่ในอันดับ 2 ต่ออีกสัปดาห์ ขณะที่ Operation Finale หนังอิงประวัติศาสตร์สงครามที่เปิดตัวในอันดับที่ดี แต่รายได้ไม่น่าโสภาสถาพรเท่าไหร่นัก

    ผลงานดีมีคุณภาพจริงๆสำหรับภาพยนตร์แนวแม่ผัวลูกสะใภ้ที่ต้องบอกว่าแรงเกินคาดเพราะตอนนี้ Crazy Rich Asians ยึดอันดับ 1 เป็นสัปดาห์ที่ 3 ติดต่อกัน โดยรายได้จากการเข้าฉายในสัปดาห์ล่าสุดประมาณ $22.2 ล้าน ทำให้รายได้จากการฉายในประเทศสหรัฐอเมริกาพุ่งไปมากกว่า  $110 ล้าน

Mission: Impossible – Fallout  ยังน่าสนใจ

    ในขณะที่การฉายต่างประเทศสัปดาห์ล่าสุดทำเงินไปกว่า $20 ล้าน จากตลาดทั้งหมด 24 แห่ง โดยเป็นการเปิดตัวที่ออสเตรเลียที่ทำเงินไปเบาะๆ $5.4 ล้าน ขณะที่ในตลาดใหม่ๆ อย่าง สิงคโปร ทำเงินเบาะๆ $3.4 ล้าน ตามด้วย ฟิลิปปินส์ $2.8 ล้าน, มาเลเซีย $1.4 ล้าน และ ไตหวัน $1.1 ล้าน ทั้งนี้ตลาดสำคัญที่จะทำเงินพุ่งยิ่งกว่านี้ก็คือ สหราชอาณาจักรที่จะเข้าฉายในวันที่ 14 กันยายนนี้

     สำหรับอันดับ 2 ยังคงเป็นฉลามยักษ์โบราณ The Meg ที่ทำรายได้ในสัปดาห์ล่าสุดประมาณ $10.5 ล้าน ส่งผลให้รายได้จากการฉายในดินแดนมะกันพุ่งไปกว่า  $120 ล้าน จากการเข้าฉายทั้งหมด 4 สัปดาห์ ในขณะที่การฉายต่างประเทศ รายได้สัปดาห์ล่าสุดประมาณ $17.7 ล้าน ส่งผลให้รายได้จากการฉายต่างประเทศรวม $342 ล้าน และนำไปสู่การทำเงินมหาศาลจากการฉายทั่วโลกพุ่งไปถึง $463 ล้านแล้ว

    ด้านภาพยนตร์บู๊ระดับสายลับพันธุ์ระห่ำ Mission: Impossible – Fallout จากค่ายพาราเมาท์ ติดอันดับ 3 โดยสัปดาห์ล่าสุดทำเงินไปเบาะๆ $7 ล้าน ทำให้รายได้รวมจากการฉายในสหรัฐฯ พุ่งไปถึง $206 ล้านจากการเข้าฉาย 6 สัปดาห์ ส่วนตอนนี้การฉายต่างแดนทำเงินไปอีก $89.1 ล้าน ซึ่งต้องขอบคุณการฉายในจีน ที่ทำเงินได้ประมาณ  $77.3 ล้าน ส่งผลให้การเข้าฉายต่างแดนยอดรวม  $442 ล้าน และรายได้รวมจากการฉายทั่วโลก  $647 ล้านเข้าไปแล้ว และขาดอีกแค่ราวๆ $12  ล้านก็จะไล่ภาค Rogue Nation ซึ่งเป็นหนังแฟรนไชส์ที่มีรายได้สูงสุดจากการเข้าฉายทั่วโลก

Crazy Rich Asians  แรงติดแชมป์บ็อกซ์ 3 สัปดาห์

    ขณะที่ Operation Finaleหนังเข้าใหม่จากค่าย เอ็มจีเอ็ม ที่เกี่ยวกับปฏิบัติการครั้งประวัติศาสตร์ของหน่วย Mossad ของอิสราเอล ซึ่งเป็นทั้งหน่วยข่าวกรอง หน่วยปฏิบัติการพิเศษ และหน่วยต่อต้านการก่อการร้ายของอิสราเอล เปิดตัวในอันดับ 4 แต่รายได้ไม่น่าอภิรมณ์เมื่อทำเงินได้เพียงแค่ $6 เล้านเท่านั้น โดยผู้ชมส่วนใหญ่เป็นชาย 51 เปอร์เซ็นต์โดยเฉลี่ยแล้วอายุกว่า 35 ปีขึ้นไป

Operation Finale  เปิดตัวอันดับดี แต่รายได้ไม่แจ่ม

    ด้าน Incredibles 2 จากค่าย ดิสนี่ย์ แอนด์พิซาร์ สัปดาห์นี้น่าสนใจไม่เล่นเมื่อขยับขึ้นมาอยู่ในอันดับ 11 รายได้อยู่ที่ $3.16 ล้าน ทำให้รายได้จากการเข้าฉายในอเมริกาพุ่งไปถึง  $601 ล้านจากการฉายทั้งหมด 12 สัปดาห์ สำหรับการฉายในต่างแดนตอนนี้ยอดรวม  $562 ล้าน ส่งผลให้การฉายทั่วโลกรายได้ทะลุกระจุยกระจายไปถึง $1.163 ล้าน

Incredibles 2  รายได้ตอนนี้เกิน $ 1.00 ล้าน

20 อันดับหนังทำเงิน บ็อกซ์ ออฟฟิศ สหรัฐฯ ประจำวันที่  31 สิงหาคม – 2 กันยายน 2561

 

เปิดใจสาวลูกทุ่งสายแซ่บ “ส้ม สิฮิน้องบ่” บนเวทีมิสแกรนด์ฯ 2017

 

นอกจากลีลาการร้องการเต้นเพลง "สิฮิน้องบ่" ของนักร้องหมอลำซิ่งสายแซ่บ "กุ้ง สุภาพร" ดึงดูดยอดวิวยูทูบท่วมท้น อีกคนหนึ่งที่มีส่วนสำคัญ ทำให้เพลงลูกทุ่งหมอลำอินดี้เพลงนี้ มีเรตติ้งพุ่งกระฉูด คือ "ส้ม" สุภัสสร สายรักษ์ น้องสาวแท้ๆ ของ กุ้ง สุภาพร ที่โดดมาเป็นนางเอกเอ็มวี ช่วยคุณพี่ทำมาหากิน

หลังจากสร้างความฮือฮา ด้วยการอวดเนื้อสาวผุดผ่อง ภายใต้อาภรณ์แบบบ้านๆ นุ่งผ้าถุงใส่เสื้อคอกระเช้า ชวนให้หนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่ลุ้นเลือดกำเดาไหล กับการถ่ายทอดวิถีชีวิตสาวบ้านนอก ประกอบเพลงสิฮิน้องบ่

น้องส้มที่มีหน้าตาสะสวย และสัดส่วนชวนให้หลงใหล เปิดประสบการณ์ใหม่ท้าทาย โดดขึ้นเวทีประชันความงาม มิสแกรนด์ อุบลราชธานี คว้ามงมาครอง ได้เข้ามาประชันขาอ่อน "มิสแกรนด์ ไทยแลนด์ 2017"

แม้จะถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มของตัวเต็ง แต่สาวลูกทุ่งเลือดอีสานรายนี้ ไม่หลงระเริงไปกับเสียงยกยอปอปั้น ขอทำหน้าที่ให้ดีที่สุด เต็มที่กับทุกวัน เพื่อไม่ต้องมานั่งเสียใจภายหลัง ไม่ทำขณะที่มีโอกาสอยู่ในมือ

"ตอนถ่ายทำเอ็มวีเพลงสิฮิน้องบ่ให้พี่กุ้ง สนุกมากเลยค่ะ เป็นครั้งแรกที่ได้เล่นเอ็มวี ที่ตัดสินใจมาประกวดนางงาม เพราะมีความฝัน และชอบการประกวดความสวยความงามมาตั้งแต่เด็ก อยากเป็นดารา และมีโอกาสในวงการบันเทิง ไม่ว่านักร้องหรือดารา จึงอยากใช้เวทีแกรนด์ เป็นก้าวแรก ทำให้ส้มไปถึงฝั่งฝันได้ค่ะ"

ในฐานะที่เป็นคนลูกทุ่ง ก้าวขึ้นมาบนเวทีนางงามได้ขนาดนี้ น้องส้มยอมรับว่า รู้สึกภูมิใจมาก อย่างน้อยก็พื้นที่ให้ตนนำวัฒนธรรมความเป็นคนลูกทุ่งมาเผยแพร่ ให้วงกว้างรับรู้เพิ่มขึ้น

 "รู้สึกภูมิใจมากค่ะ อย่างน้อยเราก็มีพื้นที่นำเอาศิลปวัฒนธรรมลูกทุ่งมาเผยแพร่ได้รู้ว่า เฮ้ยลูกทุ่งมีดีนะ ลูกทุ่งไม่ได้กระจอก ไม่ได้เชย และเชื่อว่าความเป็นลูกทุ่ง จะพาส้มไปยืนในจุดที่อยากจะเป็นได้ ทุกคนที่มาประกวดมีความหวังเป็นมิสแกรนด์ฯ หมด ส้มก็เช่นเดียวกัน ก็จะทำให้เต็มที่ ที่สุด"

อย่างไรก็ตาม น้องส้มเชื่อว่า การเป็นตัวของตัวเอง คือทีเด็ด ที่จะนำพาเธอไปสู่เป้าหมายที่วางไว้

"การเป็นตัวของตัวเองของส้ม การพูดภาษาอีสาน การที่ไม่อายว่ามาจากชาวลูกทุ่ง รวมถึงความสามารถหลายด้าน จะพาให้ไปพบกับความสำเร็จค่ะ"