ถ้าจะทุ่มขนาดนี้ เรียกเป็นทีมชาติยะโฮร์ ไปเลยดีกว่า

สื่อกีฬามาเลเซียหลายสำนักได้หยิบยกประเด็นของ โมฮามาดู ซูมาเลห์ กองหน้าทีมชาติมาเลเซีย ชาวแกมเบีย วัย 25 ปี ของสโมสรปาหัง เตรียมที่จะย้ายไปซบยักษ์ใหญ่ของมาเลเซียซูเปอร์ลีกอย่าง สโมสรยะโฮร์ดารุลทาซิมในฤดูกาลหน้า (2021) หลังจากที่สัญญากับปาหังใกล้จะหมดลงในสิ้นฤดูกาลนี้ แม้ว่าจะไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการแต่เชื่อกันว่าทั้งสองฝ่ายกำลังเดินหน้าเจรจารายละเอียดถึงการร่วมงานกันในอนาคต โดยก่อนหน้านี้เพื่อนร่วมทีมในสโมสรปาหังของ โมฮามาดู ซูมาเลห์ อย่าง แมทธิว เดวิส กองหลังลูกครึ่งมาเลเซีย-ออสเตรเลีย ได้โยกไปซบทีม “เสือใต้”ยะโฮร์ดารุลทาซิม เมื่อฤดูกาลที่ผ่านมา
    หากสัญญาการย้ายทีมของ โมฮามาดู ซูมาเลห์  ลงตัว จะทำให้สโมสรยะโฮร์ ดารุล ทาซิม มีผู้เล่นในนามทีมชาติชุดใหญ่ยุคปัจจุบันภาตใต้การคุมทัพของ ตัน เชง โฮ ถึง 14 ราย ประกอบไปด้วย ฟาริซัล มาริอัส,ฮาซิค นาดซาลี(ผู้รักษาประตู),แมทธิว เดวิส,อดัมส์ นอร์ อัสลิน,คอร์บิน  ออง,เอดิล ซาฟวน,อันดิค อิสฮัค(กองหลัง),ซาฟาวี ราชิด,เอฟิค ฟัซอิล,ซยาเมอร์ คูตี้(กองกลาง),ซยาฟิต อามัด,อัคยาร์ ราชิด(กองหน้า)   นอกจากนั้นสโมสรยะโฮร์ ดารุล ทาซิม ยังมีนักเตะต่างชาติฝีเท้าดีอย่าง ดิโอโก้  หลุยส์ ซานโต แข้งบราซิลอดีตดาวซัลโวไทยลีก,กอนซาโล กาเบรียล แข้งอิรักที่เติบโตในอาร์เจนติน่า,เลอันโดร เวลัสเควซ แข้งอาร์เจนติน่า และ มูริโซโอ นาสซิเมนโต กองหลังชาวบราซิลอดีตดาวเตะสโมสรลาซิโอ ในอิตาลี

    สำหรับ โมฮามาดู ซูมาเลห์ กองหน้าทีมชาติมาเลเซีย เป็นนักเตะรายแรกในประวัติศาสตร์ของทีมชาติมาเลเซียในการแปลงสัญชาติ เดิมทีดาวยิงวัย 25 ปี รายนี้มีสัญชาติแกมเบีย ย้ายตามครอบครัวมาอยู่ประเทศมาเลเซียตั้งแต่อายุ 12 ปี ซึ่งปี 2018 แข้งแกมเบียแปลงสัญชาติได้กลายเป็นผู้เล่นทีมชาติมาเลเซียแบบเต็มตัว สถิติลงสนามให้ทีมชาติมาเลเซีย  19 นัด ยิง 6 ประตู นอกจากนั้นยังผ่านการเล่นให้กับสโมสรต่างๆในมาเลเซียหลายทีมประกอบไปด้วย PDRM,ปะลิศ และ ปาหัง

 

เต็มสูบ ! 5 ประเด็นหลัง ลิเวอร์พูล รวมตัวซ้อมที่แอนฟิลด์ครั้งแรก

การเห็นบรรดานักเตะลิเวอร์พูลกลับมารวมตัวฝึกซ้อมในสนามแอนฟิลด์ครั้งแรก และมีการซ้อมแบ่งทีมแบบ 11 ต่อ 11 ถือเป็นนิมิตรหมายที่ดีสำหรับสาวก "เดอะ ค็อป" เพราะนี่คือการเตรียมตัวแบบเต็มสูบของทีมเพื่อให้พร้อมสำหรับการกลับมาแข่งเกมลีกกันต่อในฤดูกาล 2019/2020
 หลังจากเหตุการณ์ไวรัสโควิด-19 ระบาดอย่างหนักจนทำให้เกมลูกหนังต้องหยุดชะงักชั่วคราว แต่ตอนนี้สถานการณ์ต่างๆ ค่อยๆ คลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น และทำให้แผน "โปรเจ็กต์ รีสตาร์ท" ค่อยๆ สมบูรณ์แบบ โดยล่าสุด พรีเมียร์ลีก อนุญาตให้ทุกๆ ทีมสามารถลงซ้อมแบบสัมผัสตัวกันได้เรียบร้อยแล้ว

 สำหรับการกลับมารวมตัวซ้อมแบบเต็มรูปแบบของ ลิเวอร์พูล แสดงให้เห็นสัญญาณในทางบวกที่น่าสนใจมากๆ โดยเฉพาะความมุ่งมั่นของนักเตะ "เดอะ เร้ดส์" ที่ใส่กันเต็มที่แม้ว่าจะเป็นเพียงแค่การซ้อม แต่พวกเขาแสดงให้เห็นถึงสภาพร่างกายที่ฟิตเปรี๊ยะ และสภาพจิตใจที่แข็งแกร่ง พร้อมสำหรับการไล่ล่าแชมป์ลีกสมัยแรกในรอบ 3 ทศวรรษ

1. ลงซ้อมแอนฟิลด์เต็มรูปแบบครั้งแรก

 บรรดาขุนพล "หงส์แดง" กลับมาร่วมตัวกันซ้อมตั้งแต่เมื่อกลางเดือนที่ผ่านมา หลังจากที่ "โปรเจ็กต์ รีสตาร์ท" ได้รับอนุมัติให้ทุกๆ สโมสรสามารถลงฝึกซ้อมได้  โดยจะซ้อมแบบแบ่งกลุ่ม แต่ละกลุ่มจะมีการซ้อมรวมกันไม่เกิน 5 คน และที่สำคัญทั้งหมดจะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขการเว้นระยะห่างทางสังคม รวมถึงปฏิบัติตามมาตรการที่กำหนดไว้อย่างเข้มงวด

 จากนั้นในช่วงปลายเดือนที่ผ่านมา พรีเมียร์ลีก อนุญาตให้ทำการซ้อมแบบสัมผัสโดนตัวกัน ทำให้ตอนนี้ทุกๆ ทีมมีการเตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่ เพื่อให้สภาพร่างกายฟิตสมบูรณ์เมื่อเกมลีกสูงสุดเมืองผู้ดี เริ่มเปิดฉากกลับมาแข่งขันกันใหม่อีกครั้ง ในวันที่ 17 มิถุนายนนี้ เป็นต้นไป

 งานนี้เหล่านักเตะ "เดอะ เร้ดส์" ต่างคึกคักกันสุดๆ โดยนักเตะทั้งทีมตัวจริง และสำรอง ต่างเดินทางมาลงฝึกซ้อมที่สนามแอนฟิลด์ เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ที่เกิดวิกฤติไวรัสโควิด-19 แพร่ระบาด จนเป็นเหตุให้เกมลูกหนังต้องหยุดชะงักชั่วคราวเกือบ 3 เดือน

 สำหรับการได้กลับมาฝึกซ้อมแบบเต็มรูปแบบอีกครั้งทำให้บรรดานักเตะต่างมีความสุขกันอย่างมาก ที่สำคัญดูเหมือนว่าการซ้อมครั้งนี้ราวกับแข่งขันจริงๆ เพราะทุกๆ คนมุ่งมั่นกันอย่างเต็มที่……อย่าลืมว่า ลิเวอร์พูล ต้องการชัยชนะ 2 จาก 9 เกมที่เหลืออยู่ก็เพียงพอที่จะเถลิงแชมป์ลีกที่รอคอยมานานถึง 30 ปีได้ซะที

2. ฟิตเปรี๊ยะไม่มีอาการอ่อนล้า

 ปกติแล้วการที่นักฟุตบอลร้างสนามไปนานๆ มีความเป็นไปได้ที่สนิมจะเกาะหน้าแข้ง แต่สำหรับขุนพลลิเวอร์พูล ไม่มีเรื่องดังกล่าวให้เห็นเลย พวกเขาลงซ้อมแบบเป็นทีม และนักเตะทุกคนก็วิ่งกันอย่างเต็มที่ ราวกับว่าเหมือนกำลังแข่งขันในแมตช์จริงๆ เลยทีเดียว

 ซาดิโอ มาเน่ โชว์ให้เห็นแล้วว่าการร้างสนามไปเกือบ 3 เดือนไม่ได้ส่งผลต่อสภาพความฟิต และความเฉียบคมของเขาเลย โดยสตาร์ชาวเซเนกัล โชว์ลีลาการกระชากลากเลื้อยอย่างเมามัน แถมยังยิงประตูได้ด้วยในการซ้อมครั้งนี้ ด้านสตาร์คนอื่นๆ ภายในทีมก็มีสภาพร่างกายที่สมบูรณ์

 งานนี้บอกเลยว่าทุกๆ คนแฮปปี้สุดๆ ที่ได้กลับมาซ้อมแบบเต็มรูปแบบ และได้สัมผัสกับหญ้าที่แสนเขียวขจีในถิ่นแอนฟิลด์ ที่สำคัญดูเหมือนว่าบรรดาแข้ง "หงส์แดง" ต่างมุ่งมั่นกันมากๆ เพราะนี่จะเป็นโอกาสที่พวกเขาจะได้โชว์เพลงแข้งอย่างเต็มที่ หลังล็อกดาวน์กันมานาน

 แน่นอนว่านี่คือสัญญาณที่ดีเยี่ยมที่บ่งบอกว่าสภาพจิตใจของพวกเขายังมุ่งมั่น และแข็งแกร่งมากขนาดไหน รวมทั้งการได้กลับมาร่วมฝึกซ้อม และอยู่ร่วมกันเพื่อช่วยทีมในช่วงที่เหลืออยู่ของซีซั่นนี้ เป็นสิ่งที่บรรดาแข้ง ลิเวอร์พูล เฝ้ารอมานานแล้ว

3. ใจดีขยายสัญญานิว บาลานซ์

 ในขณะที่นักเตะกลับลงฝึกซ้อมแบบเต็มรูปแบบ ซึ่งสร้างความประทับใจให้กับสาว "เดอะ ค็อป" ทั่วโลก แต่ยังมีเรื่องที่น่ายินดีอีกเรื่องอย่าง เมื่อ ลิเวอร์พูล ตัดสินใจขยายสัญญากับ "นิว บาลานซ์" บริษัทผลิตเครื่อกีฬาชึ้นนำจากประเทศสหรัฐอเมริกา ไปจนถึงวันที่ 31 กรกฎาคมนี้

 ตามสัญญาฉบับเดิม "นิว บาลานซ์" จะได้อยู่เป็นผู้ผลิตชุดแข่งให้ "หงส์แดง" จนถึงวันที่ 31 พฤษภาคม นั้นหมายความว่าตอนนี้พวกเขาจะไม่ได้ทำหน้าที่เป็นสปอนเซอร์หลักให้กับ "เดอะ เร้ดส์" อีกต่อไป และเป็น "ไนกี้" ที่จะเข้ามาสานต่องาน

 อย่างไรก็ตาม ด้วยการที่เกมลูกหนังต้องหยุดชะงักเนื่องจากปัญหาการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทำให้ "หงส์แดง" เห็นใจ "นิว บาลานซ์" อย่างมาก และเลือกที่จะเปิดฉากเจรจา 3 ฝ่ายได้แก่ สโมสร, ไนกี้ และ นิว บาลานซ์ เพื่อหาบทสรุปที่ลงตัว ซึ่งทั้งสามฝ่ายเห็นพ้องต้องการให้ขยายสัญญาออกไป และจะทำให้ นิว บาลานซ์ อยู่กับ ลิเวอร์พูล จนกระทั่งจบซีซั่น 2019/2020

 ก่อนหน้านี้ ลิเวอร์พูล ได้แสดงความเป็นมิตรไมตรีจิตที่ดีให้กับพาร์ทเนอร์ของพวกเขา ด้วยการยืนยันว่าจะให้บรรดาขุนพล "เดอะ เร้ดส์" สวมชุดแข่งของ "นิว บาลานซ์" หากพวกเขาผงาดคว้าแชมป์ลีกในซีซั่นนี้

4.  แสดงออกต่อต้านการเหยียดผิว

 หนึ่งในไฮไลท์สำคัญในการกลับมาซ้อมแบบเต็มรูปแบบที่แอนฟิลด์ครั้งแรกในรอบเกือบ 3 เดือน ก็คือการที่บรรดานักเตะลิเวอร์พูล แสดงการสนับสนุนการต่อต้านการเหยียดผิว  หลังเกิดเหตุการณ์ที่  จอร์จ ฟลอยด์ ชายผิวสีเชื้อสายแอฟริกัน-อเมริกัน เสียชีวิต เนื่องจากการใช้ความรุนแรงของเจ้าหน้าที่ตำรวจผิวขาวประจำเมืองมินเนียอาโปลิส รัฐมินเนโซต้า ประเทศสหรัฐอเมริกา

 เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความไม่พอใจให้กับผู้คนในสหรัฐอเมริกา และทั่วโลก จนถึงขั้นมีการประท้วงอย่างหนัก และมีการรณรงค์ในโครงการ "Black Lives Matter" หรือ "ชีวิตคนผิวสีก็มีความหมาย" เพื่อต่อต้านการเหยียดผิว โดยงานนี้สตาร์ลูกหนังหลายคนได้ออกมาเคลื่อนไหวกันอย่างต่อเนื่อง

 สำหรับ ลิเวอร์พูล ซึ่งตอนนี้มีคะแนนนำห่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ถึง 25 คะแนน เป็นสโมสรแรกในพรีเมียร์ลีก ที่แสดงการสนับสนุนโครงการ Black Lives Matter ด้วยการที่บรรดานักเตะนั่งคุกเข่าบริเวณวงกลมกลางสนามแอนฟิลด์ เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับ ฟลอยด์

 แน่นอนว่าเรื่องนี้กลายเป็นปัญหาคาราคาซังกันมานาน และการออกมาเคลื่อนไหวของ ลิเวอร์พูล ถือเป็นการแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนว่าพวกเขาต้องการให้ทุกๆ สังคมมีความเท่าเทียมกัน ไม่มีการแบ่งชั้นวรรณะ เชื้อชาติ และ สีผิว
  
5. คิดยังไงหลังซ้อมเต็มรูปแบบ

 สำหรับการฝึกซ้อมครั้งนี้ เจอร์เก้น คล็อปป์ ทำหน้าที่ควบคุมดูแลลูกทีมอย่างเต็มที่ เพื่อจะได้เห็นปฏิกิริยา และความทุ่มเทของนักเตะ อย่างไรก็ตามหลังจากที่ซ้อมเสร็จ นายใหญ่เลือดด๊อยท์ช เลือกที่จะให้ เปปิน ลินเดอร์ส มือขวาของเขาเป็นคนให้สัมภาษณ์กับสื่อ เกี่ยวกับการซ้อมแบบเต็มรูปแบบครั้งนี้

 "มันเป็นความรู้สึกที่น่าเหลือเชื่อที่ได้กลับมายังสนามที่ยิ่งใหญ่แห่งนี้ นี่คือบ้านของเรา แอนฟิลด์เป็นสนามที่เชื่อมโยงกับเราเป็นอันดับสองรองจากบ้านของเราเอง เราฝึกซ้อมตลอดทั้งสัปดาห์ด้วยความมุ่งมั่น และกระตือรือร้น เพื่อที่จะทำผลงานให้ดีที่สุด"

 "เราอยากให้นักเตะได้คุ้นชินกับการลงสนามโดยที่ไม่มีกองเชียร์ เรากลับมาแบบค่อยเป็นค่อยไป เพื่อกลับสู่แนวทางในการเล่นของเรา เรารู้ว่าเราต้องทำงานหนักในช่วงฝึกซ้อม และทุ่มเทอย่างเต็มที่เพื่อที่จะเรียกฟอร์มให้อยู่ในระดับเดียวกันที่เราเคยทำ"

 "วันนี้เป็นย่างก้าวที่สำคัญมากๆ ในการเดินมาถูกทิศ สิ่งแรกก็คือการคุ้นเคยกับกระบวนการต่างๆ ที่เกี่ยวกับเกม และเรื่องที่สองการให้นักเตะทุกคนได้มีเวลาในการลงสนาม และแข่งขันกันในสภาพแวดล้อมที่ใกล้เคียงกับส่งที่เราจะต้องเจอในอนาคต" ลินเดอร์ส ระบุ

ผีดอดคุยแข้งเบนฟิก้าฉายา’ไอ้ปลาหมึก’

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทีมดังแห่งพรีเมียร์ลีก ตกเป็นข่าวกำลังเจรจาคว้าตัว ฟลอเรนติโน่ หลุยส์ กองกลางดาวรุ่ง เบนฟิก้า เจ้าของฉายา "ไอ้ปลาหมึก"

 ฟลอเรนติโน่ หลุยส์ เป็นเด็กสร้างของ เบนฟิก้า โดยตรง อยู่กับทีมมาตั้งแต่ปี 2010 ก่อนก้าวขึ้นมาเป็นชุดใหญ่และกลายเป็นแกนหลักของทีมในช่วงครึ่งฤดูกาลหลังของฤดูกาลที่แล้ว

 อีเอสพีเอ็น รายงานว่า ตัวแทนของแข้งวัย 20 ปี เคยนัดพูดคุยกับ แมนฯ ยูไนเต็ด ตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา และทีมผีแดงก็เฝ้าติดตามดูผลงานของกองกลางดาวรุ่งรายนี้มาโดยตลอด

 เจ้าของฉายา "ไอ้ปลาหมึก" มีสัญญากับ เบนฟิก้า จนถึงปี 2024 มีค่าฉีกสัญญาที่ 52 ล้านปอนด์ ขณะที่ทีมดังของโปรตุเกสหวังจะจับต่อสัญญาระยะยาวออกไปอีกหลังกำลังเนื้อหอมสุดๆ ในเวลานี้

 สื่อมวลชนในโปรตุเกสมอบฉายาให้ ฟลอเรนติโน่ หลุยส์ ว่า "O Polvo" หรือ "The Octopus" (ปลาหมึกยักษ์) เนื่องจากความสามารถในการเก็บกวาดบอลในแดนกลางราวกับมีหนวดปลาหมึกรอบตัว 

“โกเมซ, ฟาบินโญ่” ตัวจริง!คาดการณ์ไลน์อัพลิเวอร์พูลชุดแกร่งสุดรับมือรีสตาร์ทซีซั่น

 เหล่าสาวก "เดอะ ค็อป" คงตั้งตารออย่างใจจดใจจ่อกับการรีสตาร์ทศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ที่จะเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่วันพุธที่ 17 มิถุนายนนี้ เพราะ ลิเวอร์พูล ที่กำลังนำโด่งเป็นจ่าฝูงขณะนี้ จ่อเหลือเกินกับการได้แชมป์ลีกสูงสุดเมืองผู้ดีเป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปี โดยพวกเขาต้องการชัยชนะอีกแค่ 2 จาก 9 เกมที่เหลือเท่านั้น ก็จะการันตีตำแหน่งแชมป์แล้ว
          ช่วงพักเบรกหลบ "โควิด-19" ถือเป็นเรื่องดีสำหรับหลายๆ สโมสรที่จะได้นักเตะหายเจ็บกลับมา และ ลิเวอร์พูล ก็เป็นหนึ่งในนั้นที่ได้ประโยชน์ เพราะตอนนี้ อลีสซง เบ็คเกอร์ ผู้รักษาประตูมือหนึ่งชาวบราซิเลียน พร้อมลุยแล้ว เช่นเดียวกับ นาบี เกอิต้า โดยรวมแล้ว "หงส์แดง" ตอนนี้อยู่ในสภาพที่พร้อมลุยสุดๆ และนี่คือโฉมหน้าทีมชุดที่แข็งแกร่งสุดของ ลิเวอร์พูล ในระบบการเล่น 4-3-3 ที่กุนซือ เจอร์เก้น คล็อปป์ ชอบใช้ และน่าจะเป็นชุด 11 ตัวจริงที่จะถูกใช้งานทันทีในเกมเปิดหัวกับ เอฟเวอร์ตัน ทีมคู่ปรับร่วมเมือง ด้วย


 

 – ผู้รักษาประตู
          ไม่ต้องสงสัยเลยว่า อลีสซง จะคืนทีมตัวจริงอย่างแน่นอน หลังฟื้นตัวจากปัญหาบาดเจ็บที่สะโพกเรียบร้อย โดยมี อาเดรียน เป็นตัวสำรองเช่นเคย


 

 – กองหลัง
          แบ็กขวา-แบ็กซ้าย หนีไม่พ้นตัวเลือกแรกอย่าง เทรนต์-อเล็กซานเดอร์ อาร์โนลด์ กับ แอนดี้ โรเบิร์ตสัน ส่วนคู่เซนเตอร์แบ็กนั้น เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ ยืนหนึ่งแน่นอน โดยที่มี โจ โกเมซ เป็นคู่หู เพราะ โฌแอล มาติป ยังไม่ฟิตสมบูรณ์ ส่วน เดยัน ลอฟเรน ก็เป็นได้แค่อะไหล่สำรอง

 


 

 – กองกลาง
          สามประสานในแดนกลางที่ดีที่สุดของ ลิเวอร์พูล ณ เวลานี้คือ จอร์จินโย่ ไวจ์นัลดุม, ฟาบินโญ่ และ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน กัปตันทีม แม้ตอนนี้ ไวจ์นัลดุม ยังไม่ฟิตเต็มร้อยเปอร์เซนต์ แต่ไม่น่าจะมีปัญหาเมื่อถึงเวลารีสตาร์ทซีซั่น ส่วน ฟาบินโญ่ ก็น่าจะได้เป็นตัวจริง แม้ฟอร์มยังดูไม่ค่อยเข้าที่เข้าทาง หลังฟื้นตัวจากปัญหาบาดเจ็บช่วงต้นปี ขณะที่ นาบี เกอิต้า และ อเล็กซ์ อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน พร้อมเป็นตัวทีเด็ดจากม้านั่งสำรอง เช่นเดียวกับ เซอร์ดาน ชากิรี่ ซึ่งตอนนี้ยังเจ็บอยู่


 

 – กองหน้า
  ซาดิโอ มาเน่, โมฮาเหม็ด ซาลาห์ และ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ สามกำลังสำคัญในแนวรุก ต่างอยู่ในสภาพที่พร้อมลุย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับ มาเน่ ที่เพิ่งทำประตูได้ในการแบ่งทีมซ้อมที่ แอนฟิลด์ เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ส่วน ดิว็อค โอริกี้ กับ ทาคูมิ มินามิโนะ คงทำได้แค่รอโอกาสอยู่ข้างสนาม

 

แฉสนั่น!เชลซีทุ่มไม่อั้นกระชาก “ฮาแวร์ทซ์” ร่วมทัพ

สื่อผู้ดี ตีข่าว เชลซี พร้อมทุ่มเต็มสูบเพื่อคว้าตัว ไค ฮาแวร์ทซ์ มิดฟิลด์ดาวโรจน์จาก ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น มาร่วมทัพ แต่งานนี้อาจจะต้องใช้กำลังภายในเยอะมาก เพราะมีสโมสรยักษ์ใหญ่หลายทีมจ้องดึงนักเตะรายนี้ไปร่วมทัพเช่นกัน
               เดลี่ เมล สื่อดังในเมืองผู้ดี รายงาน เชลซี สโมสรดังแห่งศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ พร้อมยื่นข้อเสนอจำนวน 75 ล้านปอนด์ (ราว 2,850 ล้านบาท) ให้กับ ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น เพื่อยอมปล่อย ไค ฮาแวร์ทซ์ กองกลางดาวรุ่งคนเก่ง มาเล่นในถิ่นสแตมฟอร์ด บริดจ์

              "สิงโตน้ำเงินคราม" เพิ่งมีข่าวควักกระเป๋าถึง 53 ล้านปอนด์ (ราว 2,014 ล้านบาท) เพื่อซื้อตัว ติโม แวร์เนอร์ กองหน้าฟอร์มฮอตแอร์เบ ไลป์ซิก เมื่อตลาดซื้อขายนักเตะเปิด และตอนนี้พวกเขาอยากได้แนวรุกริมเส้นเพื่อมาแทน วิลเลี่ยน และ เปโดร ที่ปัจจุบันเตรียมจะโบกมือลาต้นสังกัดในเร็วๆ นี้

              สื่อผู้ดี คาดว่า ฮาแวร์ทซ์  เป็นนักเตะที่พวกเขาต้องการอย่างมาก แม้ว่า เชลซี จะต้องพยายามอย่างเต็มที่ในการคว้านักเตะรายนี้มาร่วมทีม เนื่องจากมีหลายสโมสรยักษ์ใหญ่ในทวีปยุโรป อย่าง เรอัล มาดริด และ บาเยิร์น มิวนิค ก็แสดงความสนใจอยากได้ มิดฟิลด์ดาวโรวจ์ วัย 20 ปีไปใช้บริการเช่นกัน

              ทั้งนี้ ทีมของกุนซือแฟร้งค์ แลมพาร์ด พร้อมที่จะจ่ายไม่อั้นเพื่อจะได้ ฮาแวร์ทซ์ ซึ่งซัดไป 5 ประตูจาก 4 เกมนับตั้งแต่ศึกบุนเดสลีกา กลับมาแข่งต่อ โดยว่ากันว่านักเตะมีค่าตัวอยู่ที่ประมาณ 75 ล้านปอนด์ และยังมีสัญญาอยู่กับ "ห้างขายยา" จนถึงปี 2022

ได้ฤกษ์รังเหย้า “สวาทแคท” พร้อมใช้งาน 16 มิ.ย.นี้

สนามกีฬาเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา นครราชสีมา เตรียมเปิดใช้อย่างเป็นทางการในวันที่ 16 มิ.ย.นี้ หลังจากปิดปรับปรุงเพื่อใช้จัดกีฬาคนพิการทางการเคลื่อนไหว ทำให้ ทัพสวาทแคท ต้องออกไปเยือนใน 4 เกมแรก ล่าสุด แฟนเพจนครราชสีมา มาสด้า เอฟซี อัพภาพสนามเตรียมกลับมาเปิดใช้งานอีกครั้ง

    สนามกีฬาเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา ถือเป็นสนามกีฬาประวัติศาสตร์ของจังหวัดนครราชสีมา และของประเทศไทย  ซึ่งเคยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันมหกรรมกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 24  เมื่อปี 2550 

    และเมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมา การกีฬาแห่งประเทศไทยได้ทำการปรับปรุงสนามฟุตบอล ซึ่งปัจจุบันเป็นรังเหย้าของทีมสโมสรฟุตบอลนครราชสีมา มาสด้า เอฟซี หรือ "สวาทแคท" ทีมในศึกไทย1 ลีกสูงสุดของประเทศไทย

    โดยขั้นตอนการปรับปรุงส่วนใหญ่จะอยู่ในส่วนของการแข่งขัน เช่น พื้นสนามหญ้า, เก้าอี้, ไฟส่องสว่าง, เครื่องเสียง, สกอร์บอร์ด, ลู่ยาง และห้องพักนักกีฬา  ด้วยงบประมาณ  160 ล้านบาท  ความจุผู้ชมในสนามได้ติดตั้งเก้าอี้  จำนวน 20,000 ที่นั่ง  ไฟส่องสว่างติดตั้งตามมาตรฐานเอเอฟซี 1,800 ลักซ์

    ในส่วนของพื้นสนามฟุตบอลได้ลอกของเดิมออก ซึ่งเป็นหญ้าพาสพาลัม และเปลี่ยนมาใช้หญ้าซอยเซีย  โดยข้อแตกต่างของพาสพาลัมและซอยเซีย คือพาสพาลัมใช้น้ำเยอะ  หากมีการสนามใช้บ่อย โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนจะนุ่มมากจนแฉะและเละ  ใบใหญ่กว่า  ปล้องหญ้าจะกลวงกว่าทำให้แตกง่ายและใช้เวลาพักฟื้นนาน 

    ส่วนหญ้าซอยเซีย  มีคุณสมบัติเป็นหญ้าใบตั้ง  ปล้องหญ้าจะเล็กกว่า  มีการเจริญเติบโตรวดเร็ว  ทนต่อความแห้งแล้งและน้ำขังแฉะเป็นครั้งคราว  ทนต่อโรคและแมลงตลอดจนทนต่ออุณหภูมิที่สูงได้ดี  ทนต่อการเหยียบย่ำและฟื้นตัวได้เร็ว  ใบไม่แข็งกระด้าง  ความนุ่มของหญ้ายังช่วยป้องกันการบาดเจ็บของนักกีฬา  ช่วยให้วิ่งได้อย่างราบรื่น  ลูกฟุตบอลเดินทางเร็วขึ้น  ทำให้เกมมีความรวดเร็วและเร้าใจมากขึ้น

    โดยส่วนใหญ่ที่กล่าวมาข้างต้นปรับปรุงเสร็จเรียบร้อยแล้ว  และบริษัทผู้รับเหมาได้นัดหมายส่งมอบงานในช่วงกลางเดือนมิถุนายนนี้  เหลือเพียงการปรับปรุงภูมิทัศน์อีกเพียงเล็กน้อยก็จะเสร็จสมบูรณ์ และรอการกลับมาของแฟนบอลสวาทแคทเข้าสนามพร้อมเชียร์กระหึ่มกับศึกไทยลีกในเร็ววันนี้

    สำหรับ นครราชสีมา มาสด้า เอฟซี ลงแข่ง 4 นัด ชนะ 1 แพ้  3 มี 3 คะแนน อยู่อันดับ 12 ของตารางคะแนน ณ เวลานี้

อ่อยอีก!กรีลิชเผยได้บทเรียนจากอดีตแข้งแมนยู

แจ็ค กรีลิช มิดฟิลด์ วิลล่า ที่มีข่าวกับ แมนฯ ยูไนเต็ด อย่างหนาหูนั้น เปิดใจว่าตนเรียนรู้ว่าต้องเอาชนะเสียงโห่ของแฟนบอลให้ได้จากการที่เคยดู คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ลงเล่นตอนอยู่กับ "ปีศาจแดง" พร้อมบอกว่าตนไม่รู้สึกหวาดหวั่นกับเสียงโห่ของแฟนบอลเลย
     แจ็ค กรีลิช กองกลางคนสำคัญของ แอสตัน วิลล่า สโมสรในศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ เปิดเผยว่าตนเรียนรู้จาก คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ดาวยิงคนดังของ ยูเวนตุส ว่าต้องเอาชนะเสียงโห่และกระแสความเกลียดชังจากแฟนบอลของคู่แข่งให้ได้ เพื่อที่จะได้เป็นการพัฒนาตัวเองไปในทางหนึ่ง

    แม้ว่า วิลล่า จะทำผลงานได้เลวร้ายจนถึงขั้นต้องหนีตกชั้น แต่ฟอร์มการเล่นของ กรีลิช ถือว่าโดดเด่นจนทำให้เขาได้รับคำชมอย่างมาก พร้อมกับทำให้เจ้าตัวตกเป็นที่สนใจของหลายทีม โดยที่ แมนฯ ยูไนเต็ด คือทีมที่มีข่าวกับเขามากที่สุด

    ทั้งนี้ กรีลิช สามารถเลี้ยงบอลและเก็บบอลเอาไว้กับตัวได้ดีในระดับหนึ่ง จนกลายเป็นว่าเขาคือคนที่โดนทำฟาวล์มากที่สุดของ พรีเมียร์ลีก ประจำฤดูกาลนี้ ที่จำนวน 127 ครั้ง ขณะที่ วิลฟรีด ซาฮา ปีก คริสตัล พาเลซ ซึ่งเป็นอันดับ 2 เรียกฟาวล์ได้ 94 ครั้ง น้อยกว่าเขาถึง 33 หน อย่างไรก็ตาม การที่เขาได้ฟาวล์บ่อยๆ มันก็ทำให้ กรีลิช มักจะโดนแฟนบอลของทีมคู่แข่งโห่ใส่ตามไปด้วย

    "ที่จริงผมชอบเรื่องแบบนั้นนะ ผมชอบมากๆ เวลาที่มีคนพยายามเล่นงานผม ที่ผมกำลังจะพูดเรื่องต่อไปนี้มันไม่ได้หมายความว่าผมอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับเขาหรอกนะ แต่ผมจำได้แม่นเลยว่าสมัยที่ผมยังเป็นเด็กน่ะ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ มักจะมาเยือน วิลล่า และต้องเจอเสียงโห่อย่างหนักจากแฟนๆ (ของ วิลล่า) แต่เขาก็มักจะเอาชนะมันมาได้จนกลายเป็นว่าเขาเติบโตจากมัน และผมเองก็พยายามที่จะทำอย่างนั้นเหมือนกัน ผมพยายามที่จะพัฒนาจากความเกลียดชังของแฟนๆ ให้ได้" กรีลิช ระบุ

    สำหรับ กรีลิช นั้น เคยแสดงทีท่าว่ามีใจให้กับ แมนฯ ยูไนเต็ด เหมือนกัน อย่างเช่นการที่ครั้งหนึ่งเขาเคยไปกด "ถูกใจ" โพสต์บนเพจ อินสตาแกรม ของ "ปีศาจแดง" ที่พูดถึงเรื่องการที่พวกเขาชนะ เชลซี ในนัดเปิดซีซั่น 2019-20 เป็นต้น

เสี่ยงผิดกฎ! เดเอฟเบเตรียมพิจารณาสามแข้งบุนเดสฯ ประท้วงในสนาม

สมาคมฟุตบอลเยอรมันยืนยันว่าจะมีการพิจารณาการกระทำของนักเตะสามรายในการแข่งขันบุนเดสลีกาช่วงสุดสัปดาห์ ที่แสดงออกว่าสนับสนุนการประท้วงในอเมริกา
คณะกรรมการวินัยของสมาคมฟุตบอลเยอรมัน เตรียมจะพิจารณากรณีของ จาดอน ซานโช, มาร์คัส ตูราม และเวสตัน แม็คเคนนี ที่แสดงออกถึงการประท้วงในสนามสำหรับเกมบุนเดสลีกาสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

การแสดงออกของนักเตะทั้งสามคนเป็นการสนับสนุนการประท้วงในสหรัฐอเมริกา ซึ่งเรียกร้องความยุติธรรมให้ จอร์จ ฟลอยด์ ที่เสียชีวิตในระหว่างการถูกควบคุมตัวโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ จนทำให้การประท้วงเพื่อต่อต้านการเหยียดผิวในครั้งนี้ได้รับความสนใจไปทั่วโลกอย่างรวดเร็ว

หลังจากที่ทำประตูแรกของตัวเอง ในเกมที่ยิงแฮตทริคใส่พาเดอร์บอร์นเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา จาดอน ซานโช ก็แสดงให้เห็นเสื้อยืดด้านในที่มีข้อความว่า "ความยุติธรรมแต่ จอร์จ ฟลอยด์" ก่อนจะโดนใบเหลืองไปตามระเบียบ

จากนั้น มาร์คัส ตูราม กองหน้าโบรุสเซีย มึนเชนกลัดบัค ก็แสดงออกด้วยการคุกเข่าลงกับพื้น หลังจากที่ยิงประตูยูเนียน เบอร์ลิน ส่วนเวสตัน แม็คเคนนี ผู้เล่นทีมชาติสหรัฐอเมริกาของชาลเก้ ได้สวมปลอกแขนที่มีข้อความเรียกร้องความยุติธรรมให้จอร์จ ฟลอยด์ ลงสนาม

จากกรณีดังกล่าว ทำให้ทางสมาคมฟุตบอลเยอรมัน เตรียมพิจารณาว่าการกระทำของผู้เล่นทั้งสามคนนั้นผิดต่อระเบียบของบุนเดสลีกาที่ห้ามมีการแสดงออกใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเมืองในสนามหรือไม่

 

2เทพหลุดท็อป10!เว็บดังชูใครเป็นแข้งมูลค่าสูงสุดของโลก

ซีไออีเอส ฟุตบอล อ็อบเซิร์ฟวาโทรี่ สื่อด้านวิเคราะห์เรื่องต่างๆ เกี่ยวกับฟุตบอล เปิดเผยว่านักเตะที่มีมูลค่าสูงสุดของโลกในตอนนี้คือ คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ ขณะที่อีก 4 คนใน 5 อันดับแรกต่างก็เป็นนักเตะชาวอังกฤษทั้งหมด ส่วน ลิโอเนล เมสซี่ กับ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ไม่ติดแม้กระทั่งท็อป 10
    คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ กองหน้าคนเก่งของ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง สโมสรมหาเศรษฐีแห่งเวที ลีก เอิง ฝรั่งเศส เป็นนักเตะที่ถูกประเมินให้มีมูลค่าสูงที่สุดในโลกถ้านับเฉพาะ 5 ลีกใหญ่ในทวีปยุโรป (พรีเมียร์ลีก อังกฤษ, บุนเดสลีกา เยอรมัน, ลา ลีกา สเปน, กัลโช่ เซเรีย อา อิตาลี และ ลีก เอิง ฝรั่งเศส) ที่จำนวน 231 ล้านปอนด์ (ประมาณ 9,240 ล้านบาท) ตามการวิเคราะห์ของ ซีไออีเอส ฟุตบอล อ็อบเซิร์ฟวาโทรี่ สื่อด้านวิเคราะห์เรื่องต่างๆ เกี่ยวกับฟุตบอล

    สำหรับปัจจัยที่ ซีไออีเอส ฟุตบอล อ็อบเซิร์ฟวาโทรี่ เอามาวิเคราะห์นั้น ประกอบไปด้วยเรื่องต่างๆ อย่างเช่นผลงานในขณะนั้น, สโมสรที่กำลังเล่นให้, มูลค่าทางการตลาด, ระยะเวลาของสัญญาที่เหลืออยู่, อายุของนักเตะ ฯลฯ ซึ่งถึงแม้ช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาเชื้อไวรัสโควิด-19 จะระบาดอย่างหนัก แต่ ซีไออีเอส ฟุตบอล อ็อบเซิร์ฟวาโทรี่ ประเมินว่ามูลค่าของ เอ็มบั๊ปเป้ ก็ยังสูงอยู่ดี

    ทั้งนี้ นักเตะที่เป็นอันดับ 2 ในชาร์ตนี้ได้แก่ ราฮีม สเตอร์ลิง ปีก แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่จำนวน 173 ล้านปอนด์ (ประมาณ 6,920 ล้านบาท) ส่วน เจดอน ซานโช่ แข้งดาวรุ่งของ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ตามมาเป็นอันดับ 3 ด้วยมูลค่า 159 ล้านปอนด์ (ประมาณ 6,360 ล้านบาท) ขณะที่ เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ แบ็กขวา ลิเวอร์พูล ครองที่ 4 ที่มูลค่า 152 ล้านปอนด์ (ประมาณ 6,080 ล้านบาท) โดยที่อันดับ 5 ตกเป็นของ มาร์คัส แรชฟอร์ด ดาวยิง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ด้วยมูลค่า 135 ล้านปอนด์ (ประมาณ 5,400 ล้านบาท)

    ขณะที่ ลิโอเนล เมสซี่ ดาวยิง บาร์เซโลน่า กับ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ แข้งซูเปอร์สตาร์ของ ยูเวนตุส ไม่ติดแม้กระทั่ง 10 อันดับแรก โดยรายของ เมสซี่ อยู่ที่ 21 จากมูลค่า 89.39 ล้านปอนด์ (ประมาณ 3,575.6 ล้านบาท) ส่วน โรนัลโด้ ไปอยู่ในอันดับที่ 70 ด้วยมูลค่า 56.08 ล้านปอนด์ (ประมาณ 2,243.2 ล้านบาท)

    สรุป 10 นักเตะที่มีมูลค่าสูงสุดของโลกใน 5 ลีกใหญ่ของทวีปยุโรป ตามการวิเคราะห์ของ ซีไออีเอส ฟุตบอล อ็อบเซิร์ฟวาโทรี่
    1. คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ (ฝรั่งเศส / เปแอสเช) 231 ล้านปอนด์
    2. ราฮีม สเตอร์ลิง (อังกฤษ / แมนฯ ซิตี้) 173 ล้านปอนด์
    3. เจดอน ซานโช่ (อังกฤษ / ดอร์ทมุนด์) 159 ล้านปอนด์
    4. เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ (อังกฤษ / ลิเวอร์พูล) 152 ล้านปอนด์
    5. มาร์คัส แรชฟอร์ด (อังกฤษ / แมนฯ ยูไนเต็ด)     135 ล้านปอนด์
    6. โมฮาเหม็ด ซาลาห์ (อียิปต์ / ลิเวอร์พูล) 129 ล้านปอนด์
    7. ซาดิโอ มาเน่ (เซเนกัล / ลิเวอร์พูล) 124 ล้านปอนด์
    8. อ็องตวน กรีซมันน์ (ฝรั่งเศส / บาร์เซโลน่า) 121 ล้านปอนด์
    9. อัลฟองโซ่ เดวิส (แคนาดา / บาเยิร์น) 119 ล้านปอนด์
    10. แฮร์รี่ เคน (อังกฤษ / สเปอร์ส) 106 ล้านปอนด์
    *21. ลิโอเนล เมสซี่ (อาร์เจนตินา / บาร์เซโลน่า) 89.39 ล้านปอนด์
    *70. คริสเตียโน่ โรนัลโด้ (โปรตุเกส / ยูเวนตุส) 56.08 ล้านปอนด์

ค่าตัวชนาธิป พุ่งติดท็อปเท็นเจลีก

transfermarkt เว็บไซต์ลูกหนังชื่อดัง อัพเดตค่าตัวผู้เล่นเจลีกกลางปี 2563 ปรากฎว่า เจ ชนาธิป สรงกระสินธ์ แนวรุกทีมชาติไทยของคอนซาโดเล่ ซัปโปโร่ ติดอันดับที่ 9 ที่มีค่าตัวแพงที่สุดในลีก ประมาณ 67 ล้านบาท ซึ่งตกลงมาเล็กน้อยหลังจากฟุตบอลเจลีกนั้นหยุดแข่งขันไป ส่วนอันดับ 1 ของลีกยังคงเป็น อันเดรส อิเนียสต้า กองกลางคนเก่งของวิสเซล โกเบ
    ค่าตัวผู้เล่นเจลีกที่มีมูลค่าสูงสุด 10 อันดับแรก

    1.อันเดรส อิเนียสต้า สโมสรวิสเซล โกเบ ค่าตัว 120 ล้านบาท
    2.โช อัลเวส สโมสรนาโงย่า แกรมปัส ค่าตัว ค่าตัว  88 ล้านบาท
    3.ฟาบริซิโอ ดอส ซานโต๊ส สโมสรอูราวะ เรด ไดมอนส์ ค่าตัว  88 ล้านบาท
    4.เกน โชจิ สโมสรกัมบะ โอซาก้า ค่าตัว  84 ล้านบาท
    5.คารินยอส จูเนียร์  สโมสรชิสิมึ เอส พัลล์ ค่าตัว 84 ล้านบาท
    6.เทรุฮิโตะ นากางาวะ สโมสรโยโกฮ่ามา เอฟ มารินอส ค่าตัว 77 ล้านบาท
    7.มาร์กอส จูเนียร์  สโมสรโยโกฮ่ามา เอฟ มารินอส ค่าตัว 70 ล้านบาท
    8.คริสเตียโน สโมสร คาชิว่า เรย์โซล ค่าตัว 70 ล้านบาท
    9.ชนาธิป สรงกระสินธ์ สโมสร คอนซาโดเล่ ซัปโปโร่ ค่าตัว  67 ล้านบาท
    10.โชโกะ ทานิกูชิ สโมสร คาวาซากิ ฟร่อนตาเล่ ค่าตัว   63 ล้านบาท

    สำหรับฟุตบอลเจลีก 1 2020 จะกลับมาฟาดแข้งอีกครั้งในวันที่ 4 ก.ค.นี้ แฟนๆสามารถติดตามชมสดๆได้ฟรีได้ทาง Siamsport ซึ่งเป็นผู้ได้ลิขสิทธิ์ในเมืองไทยอย่างเป็นทางการ ทั้งช่องทาง Facebook และ Youtube