ได้ฤกษ์รังเหย้า “สวาทแคท” พร้อมใช้งาน 16 มิ.ย.นี้

สนามกีฬาเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา นครราชสีมา เตรียมเปิดใช้อย่างเป็นทางการในวันที่ 16 มิ.ย.นี้ หลังจากปิดปรับปรุงเพื่อใช้จัดกีฬาคนพิการทางการเคลื่อนไหว ทำให้ ทัพสวาทแคท ต้องออกไปเยือนใน 4 เกมแรก ล่าสุด แฟนเพจนครราชสีมา มาสด้า เอฟซี อัพภาพสนามเตรียมกลับมาเปิดใช้งานอีกครั้ง

    สนามกีฬาเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา ถือเป็นสนามกีฬาประวัติศาสตร์ของจังหวัดนครราชสีมา และของประเทศไทย  ซึ่งเคยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันมหกรรมกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 24  เมื่อปี 2550 

    และเมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมา การกีฬาแห่งประเทศไทยได้ทำการปรับปรุงสนามฟุตบอล ซึ่งปัจจุบันเป็นรังเหย้าของทีมสโมสรฟุตบอลนครราชสีมา มาสด้า เอฟซี หรือ "สวาทแคท" ทีมในศึกไทย1 ลีกสูงสุดของประเทศไทย

    โดยขั้นตอนการปรับปรุงส่วนใหญ่จะอยู่ในส่วนของการแข่งขัน เช่น พื้นสนามหญ้า, เก้าอี้, ไฟส่องสว่าง, เครื่องเสียง, สกอร์บอร์ด, ลู่ยาง และห้องพักนักกีฬา  ด้วยงบประมาณ  160 ล้านบาท  ความจุผู้ชมในสนามได้ติดตั้งเก้าอี้  จำนวน 20,000 ที่นั่ง  ไฟส่องสว่างติดตั้งตามมาตรฐานเอเอฟซี 1,800 ลักซ์

    ในส่วนของพื้นสนามฟุตบอลได้ลอกของเดิมออก ซึ่งเป็นหญ้าพาสพาลัม และเปลี่ยนมาใช้หญ้าซอยเซีย  โดยข้อแตกต่างของพาสพาลัมและซอยเซีย คือพาสพาลัมใช้น้ำเยอะ  หากมีการสนามใช้บ่อย โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนจะนุ่มมากจนแฉะและเละ  ใบใหญ่กว่า  ปล้องหญ้าจะกลวงกว่าทำให้แตกง่ายและใช้เวลาพักฟื้นนาน 

    ส่วนหญ้าซอยเซีย  มีคุณสมบัติเป็นหญ้าใบตั้ง  ปล้องหญ้าจะเล็กกว่า  มีการเจริญเติบโตรวดเร็ว  ทนต่อความแห้งแล้งและน้ำขังแฉะเป็นครั้งคราว  ทนต่อโรคและแมลงตลอดจนทนต่ออุณหภูมิที่สูงได้ดี  ทนต่อการเหยียบย่ำและฟื้นตัวได้เร็ว  ใบไม่แข็งกระด้าง  ความนุ่มของหญ้ายังช่วยป้องกันการบาดเจ็บของนักกีฬา  ช่วยให้วิ่งได้อย่างราบรื่น  ลูกฟุตบอลเดินทางเร็วขึ้น  ทำให้เกมมีความรวดเร็วและเร้าใจมากขึ้น

    โดยส่วนใหญ่ที่กล่าวมาข้างต้นปรับปรุงเสร็จเรียบร้อยแล้ว  และบริษัทผู้รับเหมาได้นัดหมายส่งมอบงานในช่วงกลางเดือนมิถุนายนนี้  เหลือเพียงการปรับปรุงภูมิทัศน์อีกเพียงเล็กน้อยก็จะเสร็จสมบูรณ์ และรอการกลับมาของแฟนบอลสวาทแคทเข้าสนามพร้อมเชียร์กระหึ่มกับศึกไทยลีกในเร็ววันนี้

    สำหรับ นครราชสีมา มาสด้า เอฟซี ลงแข่ง 4 นัด ชนะ 1 แพ้  3 มี 3 คะแนน อยู่อันดับ 12 ของตารางคะแนน ณ เวลานี้

ค่าตัวชนาธิป พุ่งติดท็อปเท็นเจลีก

transfermarkt เว็บไซต์ลูกหนังชื่อดัง อัพเดตค่าตัวผู้เล่นเจลีกกลางปี 2563 ปรากฎว่า เจ ชนาธิป สรงกระสินธ์ แนวรุกทีมชาติไทยของคอนซาโดเล่ ซัปโปโร่ ติดอันดับที่ 9 ที่มีค่าตัวแพงที่สุดในลีก ประมาณ 67 ล้านบาท ซึ่งตกลงมาเล็กน้อยหลังจากฟุตบอลเจลีกนั้นหยุดแข่งขันไป ส่วนอันดับ 1 ของลีกยังคงเป็น อันเดรส อิเนียสต้า กองกลางคนเก่งของวิสเซล โกเบ
    ค่าตัวผู้เล่นเจลีกที่มีมูลค่าสูงสุด 10 อันดับแรก

    1.อันเดรส อิเนียสต้า สโมสรวิสเซล โกเบ ค่าตัว 120 ล้านบาท
    2.โช อัลเวส สโมสรนาโงย่า แกรมปัส ค่าตัว ค่าตัว  88 ล้านบาท
    3.ฟาบริซิโอ ดอส ซานโต๊ส สโมสรอูราวะ เรด ไดมอนส์ ค่าตัว  88 ล้านบาท
    4.เกน โชจิ สโมสรกัมบะ โอซาก้า ค่าตัว  84 ล้านบาท
    5.คารินยอส จูเนียร์  สโมสรชิสิมึ เอส พัลล์ ค่าตัว 84 ล้านบาท
    6.เทรุฮิโตะ นากางาวะ สโมสรโยโกฮ่ามา เอฟ มารินอส ค่าตัว 77 ล้านบาท
    7.มาร์กอส จูเนียร์  สโมสรโยโกฮ่ามา เอฟ มารินอส ค่าตัว 70 ล้านบาท
    8.คริสเตียโน สโมสร คาชิว่า เรย์โซล ค่าตัว 70 ล้านบาท
    9.ชนาธิป สรงกระสินธ์ สโมสร คอนซาโดเล่ ซัปโปโร่ ค่าตัว  67 ล้านบาท
    10.โชโกะ ทานิกูชิ สโมสร คาวาซากิ ฟร่อนตาเล่ ค่าตัว   63 ล้านบาท

    สำหรับฟุตบอลเจลีก 1 2020 จะกลับมาฟาดแข้งอีกครั้งในวันที่ 4 ก.ค.นี้ แฟนๆสามารถติดตามชมสดๆได้ฟรีได้ทาง Siamsport ซึ่งเป็นผู้ได้ลิขสิทธิ์ในเมืองไทยอย่างเป็นทางการ ทั้งช่องทาง Facebook และ Youtube

 

แคปชั่นมีนัยยะ? “ตอง” กวินทร์ โพสต์ทำเอาแฟนคลับแอบลุ้น

"ตอง" กวินทร์ ธรรมสัจจานันท์ โพสต์เฟสบุ๊คส่วนตัวเป็น ภาพที่ถ่ายโดยเพื่อนร่วมทีม คอนซาโดเล่ ซัปโปโร อย่าง "เจ้าเจ" ชนาธิป สรงกระสินธ์ พร้อมแคปชั่น "หานางแบบแป๊ป"
    แบบนี้มีนัยนะอะไรน้อหรืออยากจะบอกอะไรเป็นนัยๆ หรือเปล่า สำหรับอดีตคนเคยคบหากับดาราสาว"มะนาว" ศรศิลป์ มณีวรรณ หรือจะมีรีเทิร์นแบบที่แฟนคลับ 2 รายแอบลุ้นกันอยู่ ยิ่งช่วงนี้เหมือนว่า"หนุ่มตอง"ดวงกำลังดีมีลุ้นที่จะะเป็นมือ 1 ของ คอนซะฯ อยู่ด้วย

 


 

ทุบสถิติ! เมืองทองทุ่ม 55 ล้านทาบ “เอกนิษฐ์” พร้อมอ็อปชั่นอื้อให้เชียงราย

เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ทุ่ม 55 ล้านบาท ยื่นซื้อ เอกนิษฐ์ ปัญญา กองกลางอนาคตไกลดีกรีทีมชาติไทยจาก สิงห์ เชียงราย เข้ามาเสริมทัพร่วมกับขุนพลพลังหนุ่ม ก่อนลุยศึกไทยลีก แถมมีอ็อปชั่นให้ "บิ๊กฮั่น" มิติ ติยะไพรัช พิจารณาอีกเพียบ ด้าน รณฤทธิ์ ซื่อวาจา ย้ำว่านี่เป็นการทำลายสถิติการซื้อขายที่มากที่สุดในประวัติศาสตร์ ที่ก่อนหน้านี้ "กิเลนผยอง" เคยขาย ธนบูรณ์ เกษารัตน์ ด้วยค่าตัว 50 ล้านบาทให้ "กว่างโซ้งมหาภัย"

    เอสซีจี เมืองทองฯ สร้างความฮือฮาให้กับวงการลูกหนังของไทยอีกครั้ง เมื่อยื่นข้อเสนอทุ่มเงินจำนวน 55 ล้านบาท เพื่อล่าลายเซ็นกองกลางฝีเท้าดาวรุ่งพุ่งแรงแห่งยุคดีกรีทีมชาติชุดใหญ่ และมีอนาคตไกลอย่าง เอกนิษฐ์ ปัญญา จากสโมสร สิงห์ เชียงรายฯ เข้ามาเสริมทัพ ก่อนที่ไทยลีกจะเริ่มขึ้นในเดือน ก.ย. นี้

    ทั้งนี้ "บิ๊กเป้" รณฤทธิ์ ซื่อวาจา ผู้อำนวยการสโมสร ได้ออกมาเปิดเผยถึงเรื่องนี้ว่า "ทาง เอสซีจี เมืองทองฯ เตรียมที่จะทุ่มเงินซื้อนักเตะอย่าง เอกนิษฐ์ ปัญญา เข้ามาร่วมทัพเพื่อเล่นกับเหล่าดาวรุ่งของทีมในฤดูกาลนี้ โดยได้ยื่นข้อเสนอในการซื้อตัวนักเตะรายดังกล่าวไปแล้วในวงเงิน 55 ล้านบาท ถือว่าเป็นสถิติของการซื้อขายครั้งใหม่ ก่อนหน้านี้ เอสซีจี เมืองทองฯ เคยขาย ธนบูรณ์ เกษารัตน์ ให้ สิงห์ เชียงราย ไปที่ 50 ล้านบาท เราแสดงความความสนใจจริง และเคารพต่อทีม สิงห์ เชียงราย ในการเจรจาดึงนักเตะคนสำคัญที่สุดคนหนึ่งของทีม และยังเป็นพันธมิตรที่ดีต่อกันมายาวนาน"

    "นอกจากนี้ในสัญญาการซื้อขายที่เราเสนอไปให้ทาง สิงห์ เชียงราย พิจารณานั้น ยังมีอ็อปชั่นอื่นๆ อีกมากมายให้ทาง มิติ ติยะไพรัช และผู้บริหารของ กว่างโซ้ง ได้พิจารณา"

    สำหรับ เอกนิษฐ์ ปัญญา ชื่อเล่น "บุ๊ค" เป็นชาวเชียงรายโดยกำเนิด อายุ 20 ปี เล่นทีมชาติมาตั้งแต่เยาวชน 19 ปี กระทั่งถึงทีมชาติชุดใหญ่ ซึ่งในนามชุดใหญ่ลงเล่นไปแล้ว 3 นัด ยิงได้ 1 ประตู

มาริโอ กับบทบาทใหม่ใน”กิเลนผยอง”

จัดเป็นหนึ่งในตำนานนักเตะต่างชาติที่ประสบความสำเร็จที่สุดคนหนึ่งของลีกไทย โดยเฉพาะการค้าแข้งให้กับทีม “กิเลนผยอง”เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด สร้างชื่อให้กับ มาริโอ ยูรอฟสกี้ ได้มากที่สุดในช่วงเวลาการเล่นอาชีพที่เมืองไทย

    แม้ยามนี้จะแขวนสตั๊ดไปแล้ว แต่ทางสโมสรเอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด โดย “บิ๊กเป้”รณฤทธิ์ ซื่อวาจา ผอ.สโมสร ได้เปิดเผยว่า ด้วยความผูกพันที่มาริโอ มีกับเมืองทอง จึงได้ร่วมงานกันอีกครั้งหลังจากเจ้าตัวเลิกเล่น โดยตอนนี้ได้ให้เจ้าตัวดูแลเกี่ยวกับเรื่องการสร้างเยาวชน

 
    “มาริโอ จะรับผิดชอบเป็นผู้อำนวยการโรงเรียน MTUTD SOCCER SCHOOL ซึ่งจะเป็นสถาบันสอนเด็ก ๆ ที่มาเรียนฟุตบอลกับสโมสรของเรา และยังให้ดูแลการสร้างเด็กเยาวชน 19 ปีของสโมสร ด้วยฝีเท้าและประสบการณ์ที่ล้นเหลือของเขา เชื่อว่าจะช่วยพัฒนาเด็กเยาวชนของสโมสรก้าวขึ้นมาสู่ชุดใหญ่อย่างมีคุณภาพตามแบบฉบับฝีเท้าของเขา”

“เรานี่กระจอกจัง”วันที่ผมร้องไห้ สู้เพื่อพ่อ แต่เกือบไปต่อไม่ได้

เรื่องราวของนักเตะที่เคยโด่งดังแต่เด็ก ถูกคัดเลือกไปฝึกฟุตบอลที่อังกฤษ กับเอฟเวอร์ตัน “เจ้าดวง”นฤพนธ์ อารมณ์สวะ คือหนึ่งในดาวรุ่งที่น่าจับตามองในเวลานั้น
    จบจากอัสสัมชัญธนบุรี เข้าไปอยู่ราชประชากับเพื่อน ๆ รวมทั้ง “มุ้ย”ธีรศิลป์ แดงดา ก่อนจะมีโอกาสได้ไปเล่นอาชีพในเอสลีก สิงคโปร์ กับโฮม ยูไนเต็ด 2 ปี ได้เงินมาดาวน์รถฮอนด้า แอคคอร์ด 1 ล้านบาทตอนกลับมา

    ย้ายกลับมาเล่นเมืองไทย ประเดิมกับทีมใหญ่อย่าง เอสซีจี เมืองทอง เล่นได้ 2 ปี ก่อนไปเทโรฯ ครึ่งปี มีอาการเจ็บหลังจนเล่นไม่ได้ จากนั้นชีพจรลงเท้า ไปเล่นให้ราชบุรี ปีครึ่ง และย้ายกลับมาเล่นเทโรฯ อีก 1 ปี

    อยู่แต่ละที่ไม่เคยเกิน 2 ปี จากเทโรฯ คราวนี้ไปบุรีรัมย์ ฟอร์มกำลังเข้าที่เข้าทาง ดันเกิดอาการเจ็บเข่าถึงขั้นต้องผ่า รักษาตัวอยู่นาน สุดท้ายถูก ชลบุรี ยืมตัวมา ปรากฏว่า ชลบุรีต้องมารักษา “เจ้าดวง”นฤพนธ์ ทั้งปี เพราะแม้จะผ่าไปแล้ว แต่เวลาซ้อมหรือเล่นจะมีอาการระบมตลอด

    ช่วงเวลาที่ไม่ได้ลงเล่นและต้องรักษาตัว คือช่วงเวลาที่จิตตกที่สุด ถึงขนาดคิดอยากเลิกเล่น เพราะทำอย่างไรเข่าก็ไม่หาย แต่ก็เกิดความสะท้อนใจเมื่อเห็นคุณพ่อต้องมาคอยนั่งทายา ประคบเข่าให้ จนเจ้าตัวถึงกับร้องไห้และด่าตัวเองว่า ทำไมเรามันกระจอกจัง” พ่อทำให้เราขนาดนี้ ยังคิดจะทำให้พ่อผิดหวัง

    เมื่อกลับมาฮึดใหม่ แต่ปัญหาคือ อยู่ที่ชลบุรีไม่มีผลงาน เพราะเจ็บยาว ความหมดหวังเริ่มคืบคลานมา สุดท้ายมีอัศวินม้าขาวร่างยักษ์อย่าง มิลอส โจซิค ที่เคยร่วมงานกันมาตั้งแต่เอสซีจี เมืองทอง และคอยสอบถามข่าวคราวของ “เจ้าดวง”ตลอด ครั้งนี้ก็สอบถามนักฟิตเนสทีมชลบุรี ที่รู้จักกันว่า “ดวง เป็นอย่างไร”

    จริง ๆ แล้ว มิลอส โจซิค เคยอยากได้ นฤพนธ์ มาแล้วหลายครั้ง แต่โอกาสไม่พอดีกัน จนครั้งนี้ “เจ้าดวง”เหมือนได้เกิดใหม่ เมื่อมิลอส ชวนไปอยู่โคราช หนนี้เจ้าตัวกลับมาเข้าที่เข้าทาง เข่าเริ่มหายสนิท ปล่อยฟอร์มเด่นได้เต็มที่และจนถึงตอนนี้ย่างเข้าปีที่ 4 กับโคราช ซึ่งถือว่าเป็นระยะเวลาที่ยาวนานที่สุดในการเล่นให้กับทุกสโมสรที่ผ่านมาของ “เจ้าดวง”ด้วย

    ปัจจุบัน “ดวง”นฤพนธ์ ในวัย 31 ปีเพิ่งได้ลูกสาวน้อง ลลิล มาเป็นสมาชิกใหม่ต่อจากลูกชายคนแรก ณพล

 

ไม่กล้าเจอหน้าใคร ไม่ดูบอลไทย วันที่ “รูนี่ย์เมืองไทย” เป็นดาวดับแสง

เขาคนนี้เคยได้ชื่อว่าเป็นซุปเปอร์สตาร์เบอร์หนึ่งของบอลนักเรียนเมืองไทย แม้กระทั่ง "มุ้ย" ธีรศิลป์ แดงดา หนึ่งในตำนานกองหน้าทีมชาติไทยที่เล่นมารุ่นเดียวกัน ยังเป็นรองในด้านชื่อเสียง ฝีเท้า และผลงาน แต่เส้นทางของเขา "โก้" ศักรินทร์ จันทร์โยธา ที่เคยได้รับฉายา "รูนี่ย์เมืองไทย" กลับไปไม่ถึงตำแหน่ง ซุปเปอร์สตาร์ ในวงการฟุตบอลไทย
    – สมัยเล่นฟุตบอลนักเรียนให้กับโรงเรียนอัสสัมชัญ ธนบุรี "โก้" ศักรินทร์ จันทร์โยธา ได้รับความชื่นชมจากทุกคนที่ได้เห็นฝีเท้า โดยเฉพาะเท้าซ้ายทรงพลังที่หนักหน่วง เข้าข้อเป็นตุงตาข่ายแบบประตูไม่กล้ารับ คว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมและดาวซัลโวแทบทุกรายการของบอลนักเรียนในช่วงเวลาที่เขาอยู่ในชายคาอัสสัมฯธนบุรี เคยได้รับการคัดเลือกให้ไปฝึกฝีเท้าในโครงการ "ช้างเอฟเวอร์ตัน"

    – เส้นทางลูกหนังถูกปูด้วยกลีบกุหลาบ แม้จะเล่นแค่บอลนักเรียนแต่ก็มีสปอนเซอร์มาให้การสนับสนุนหลายเจ้า เงินทองไหลมาเทมา วันที่จบการศึกษาจากอัสสัมฯธนบุรี ทางจุฬาฯ มาติดต่อให้ไปเรียนในโครงการช้างเผือก แต่เจ้าตัวเลือกปฏิเสธ เพราะไม่อยากอยู่ในกฏเกณฑ์

    – ขณะที่เพื่อนร่วมสถาบันอย่าง ธีรศิลป์ แดงดา, นฤพนธ์ อารมณ์สวะ ฯลฯ เลือกสโมสรตามคำแนะนำของคณะอาจารย์ให้ไปเพาะกระดูกในสโมสรราชประชา หลังเรียนจบม.ปลาย แต่ "โก้" ศักรินทร์ เลือกทำตามใจตัวเองด้วยการเลือกไป บีอีซี เทโรฯ ซึ่งเป็นยักษ์ใหญ่ของลีกไทยในยามนั้นด้วยวัยเพียงแค่ 18-19 ปีเท่านั้น

    – เหตุผลที่เลือกไปเทโรฯ ในคราวนั้น "โก้" ศักรินทร์ เล่าว่า "ผมคิดว่าผมเก่งแล้ว ไม่จำเป็นต้องเดินตามทางเพื่อนที่ไปราชประชา อยู่เทโรฯ มีชื่อเสียงโด่งดัง เงินเดือนก็ไม่น้อย ตอนนั้นได้ 35,000 บาท ถือว่าเยอะมากในสมัยที่ลีกยังไม่ดังและในวัยที่ยังไม่ถึง 20 ปีเท่านั้น"

    – เมื่อชื่อเสียงและเงินทองมาพร้อมกัน ประกอบกับอยู่ในวัยที่สามารถเข้าผับ บาร์ ได้ ประกอบกับที่พักอยู่แถวที่มีร้านเหล้า ผับบาร์ เยอะ เพื่อนก็มากตาม เที่ยวแทบทุกคืน พอช่วงเย็นหลังซ้อมบอล ก็ออกไปเที่ยวเตร่ตลอด และไม่มีใครมาห้ามปราม เพื่อนร่วมสถาบันก็ไปอยู่ทีมอื่น ชีวิตติดเที่ยวหนักมาก

    – เมื่อเที่ยวจัด ฟอร์มก็เริ่มตก อยู่แค่ครึ่งปี ก็ย้ายไปสโมสรตำรวจ เปลี่ยนที่พักไปแถวสะพานใหม่ ยังใช้เงินและใช้ชีวิตหมดไปกับการกินเหล้าทั้งกับผู้ชายและผู้หญิง จนวันหนึ่งซ้อมบอลอยู่ เกิดอุบัติเหตุขาลงหลุมแล้วบิดตัว ปรากฏว่าเอ็นเข่าขาด

    – เข้ารับการผ่าเข่า แต่ไม่ดูแลตัวเอง ใช้เวลารักษากว่า 2 ปีโดยที่รักษาตามมีตามเกิดกลับบ้านที่เมืองกาญจน์ พอเริ่มเดินได้ก็ออกเที่ยวกลางคืนต่อ ไม่ได้ดูแลตัวเอง จนหาย ติดต่อหา "โค้ชเตี้ย" สะสม พบประเสริฐ เพื่อขอโอกาสเล่นกับแบงค็อก ยูไนเต็ด ได้โอกาสเข้ามาฝึกซ้อมรีดน้ำหนักไป 24 ก.ก. แต่ด้วยความที่ห่างบอลไปนาน จับจังหวะการเล่นได้ไม่เหมือนเดิม การเซ็นสัญญาจึงไม่เกิดขึ้น

    – ทีมเมืองกาญจน์ บ้านเกิดชวนไปเล่น ตัดสินใจกลับไปเล่นปรากฏว่าเจ็บเข่าอีก ต้องผ่าทั้งซ้ายและขวา ทั้งจาการเดินสายและเล่นบอลให้ทีมเมืองกาญจน์ สุดท้ายไม่ไหว ตัดสินใจแขวนสตั๊ดในวัยแค่ 24 ปี

     ไทม์ไลน์ในการเล่นบอลอาชีพของ "เจ้าโก้" ศักรินทร์ จันทร์โยธา ถือว่าสั้นจนน่าใจหาย ชีวิตที่น่าจะไปได้สวยกับฟุตบอลอาชีพ กลับกลายเป็นต้องเลิกเล่นเร็วจนแทบไม่น่าเชื่อ

    "เจ้าโก้" เปิดใจให้ฟังว่า หลังจากเลิกเล่นไปแล้วก็ยังใช้ชีวิตแบบคนเที่ยวกลางคืน สลับกับการเล่นฟุตบอลเดินสายแถวบ้านเกิด จนวันหนึ่งมีโฆษกสนามประกาศว่า "เจ้าโก้" อดีตนักเตะทีมเยาวชนทีมชาติไทยมาเล่นอยู่ในสนามนี้ ผอ.โรงเรียน เมฆบัณฑิต จึงมาทาบทามให้เป็นโค้ชฝึกสอนที่อะคาเดมี่ของโรงเรียน จนถึงวันนี้ 4 ปีมาแล้ว และนี่คือการเปิดใจของ "เจ้าโก้" กับอดีตที่ผ่านมา

    "ผมยอมรับว่า ชีวิตในการเล่นฟุตบอลของผมมันสั้นเพราะผมทำตัวเอง ตอนนั้นผมมัวแต่คิดว่าผมโชคร้ายผมถึงเจ็บ ผมถึงเล่นไม่ได้ แต่ตอนนี้ผมรู้แล้วว่า ผมทำตัวเองทั้งนั้น ผมเป็นคนติดเพื่อน ใครชวนไม่เคยคิดปฏิเสธ ชอบสังสรรค์เหล้า ผู้หญิง ผมเปย์ทุกอย่าง เรื่องบาดเจ็บก็ส่วนหนึ่ง แต่ส่วนสำคัญคือ ผมทำตัวเองทั้งนั้น"

    เมื่อเส้นทางลูกหนังขาดสะบั้นลง "โก้" ศักรินทร์ ยอมรับว่า ตนเองทำใจไม่ได้นานมาก "ผมไม่เคยดูบอลไทยลีก บอลเมืองกาญจน์บ้านผมแข่งลีก ผมก็ไม่ไปดู ทีมชาติไทยผมเคยดูบ้าง แต่พอดูแล้วมันก็มานั่งคิดว่า จริง ๆ ผมควรจะอยู่ในสนามในวันนี้มากกว่าหน้าจอทีวี ไม่อยากไปเจอคนรู้จักในอดีต อยากเข้าไปทักแต่ไม่กล้า ไม่อยากเจอนักข่าวเพราะกลัวโดนถามจี้ใจดำ เคยเจอรุ่นพี่เขาเคยเข้ามาทักบอกเสียดาย เอ็งเก่งที่สุดในบอลนักเรียนแล้ว ไม่น่าเลย เจ็บจี๊ดเข้าไปถึงหัวใจเลย"

    เมื่อกาลเวลาผ่านไป "เจ้าโก้" ที่ตอนนี้อยู่ในวัย 31 ปีเริ่มที่จะทำใจได้ และบทเรียนของตัวเองคือ บทเรียนที่ล้ำค่าที่นำไปสอนให้กับเด็ก ๆ ของอะคาเดมี่ที่ตัวเองเป็นโค้ชอยู่

    "ผมบอกกับเด็กว่า ถ้าพวกเอ็งอยากเลียนแบบฝีเท้าของไอดอลนักเตะคนไหน เอ็งทำไปเลย แต่ถ้าพวกเอ็งจะหานักเตะที่เคยขึ้นสูงสุดแล้วตกลงมาต่ำสุดแล้ว เอ็งดูที่โค้ชคนนี้ แล้วจำไว้อย่าทำแบบที่โค้ชเคยทำ ผมจะพร่ำสอนเด็กไม่ให้เดินตามรอยผม แต่ถ้าเรื่องสอนบอลแล้ว เด็กเชื่อผมและทำตาม เพราะผมสาธิตให้เขาดูได้ทุกอย่าง มีแค่ประสบการณ์ชีวิตนี่แหละที่ไม่ให้เด็กเลียนแบบและอย่าทำตามเป็นอันขาด"

    ก่อนจากกัน "โก้" ศักรินทร์ ฝากถึงนักฟุตบอลรุ่นหลังว่า ให้ดูชีวิตของเขาเป็นบทเรียนเพื่อที่จะไม่ทำตาม "วันนี้ฟุตบอลเป็นอาชีพเต็มตัว หาเลี้ยงตัวเองได้สบาย จำไว้เหล้ากับผู้หญิง อย่าได้เข้าไปข้องแวะ ถ้ามีสองอย่างนี้เข้ามาในชีวิตโอกาสจะหลงทางเดินผิดอย่างผม มันเกิดขึ้นแน่ ผมอยากให้ชีวิตผมเป็นอุทธาหรณ์สอนใจนักบอลรุ่นหลังทุกคน จะได้ไม่มามัวเสียใจยามที่อดีตมันเรียกกลับคืนมาไม่ได้แบบผม"

    ส่วนชีวิตของตัวเอง "โก้ ศักรินทร์" เปิดใจว่า เมื่อก่อนคิดว่าตัวเองโชคร้าย แต่ชีวิตก็มีโชคดีเข้ามาทั้งการได้โอกาสในการเป็นโค้ชอะคาเดมี่สอนเด็ก ได้มีโอกาสปั้นเด็กให้เติบโตในเส้นทางที่ควรจะเดิน และโชคดีที่ยังมีคนรักและชื่นชมเวลามีคนเอ่ยถึงชื่อ ศักรินทร์ จันทร์โยธา

 

ชีวิตโคตรดราม่า คบแก๊งค์ขาใหญ่ หลงผิด ชีวิต(เกือบ)พัง

“เอ็ม”อนาวิน จูจีน อดีตแข้งทีมชาติไทยวัย 33 ปี ที่ปัจจุบันเดินทางไปค้าแข้งในประเทศมาเลเซีย กับสโมสรฟุตบอลเปตาลิง จายา ในศึกฟุตบอลมาเลเซีย ซูเปอร์ลีก ฤดูกาล 2020 ยังต้องเผชิญกับโชคชะตาลูกหนังต่างแดนด้วยการฝึกซ้อมด้วยตัวเองอย่างต่อเนื่องเพราะรัฐบาลของมาเลเซีย ยังไม่ประกาศคลายล็อค ซึ่งจะมีการประกาศเรื่องของมาตรการอีกครั้งในวันที่ 9 มิ.ย.63 หากทุกอย่างเป็นไปในทิศทางที่ดีก็จะเริ่มทำการฝึกซ้อมแบบกลุ่มกับสโมสรต้นสังกัด

    แข้งไทยที่ไปใช้ชีวิตต่างแดนเล่าย้อนความหลังก่อนเข้าสู่วงการฟุตบอลว่ากว่าจะมีวันนี้ ชีวิตเขาเจียนอยู่เจียนไปบนเส้นทางที่เต็มไปด้วยอุปสรรคสิ่งยั่วยุมากมาย บางครั้งก็มีหลงทางหลุดไปอยู่ในโลกที่มันไม่ควรเข้าไปอยู่โชคดีที่ฟุตบอลดึงเขากลับมาสู่ชีวิตที่ดีแบบพลิกมาอีกด้าน หากไม่มีฟุตบอลชื่อ อนาวิน จูจีน  อาจจะไปโผล่ในเส้นทางที่เต็มไปด้วยอบายมุขและสิ่งผิดกฎหมายมากมายไม่น่าจะมีชีวิตที่ดีเหมือนทุกวันนี้

    อนาวิน พูดถึงความหลังว่า ผมเกิดนครสวรรค์ย้ายตามครอบครัวไปโตที่เมืองกาญจน์ จริงๆกีฬาที่ชอบคือตะกร้อเล่นมาตั้งแต่เด็กๆในโรงเรียนเทศบาลฯ 3 บ้านบ่อ ด้วยความที่เราตัวเล็กไม่ค่อยกล้าจึงเลือกกีฬาที่เน้นไม่ปะทะ แต่ความบังเอิญคือวันนั้นเขาซ้อมฟุตบอลกันแล้วตัวผู้เล่นไม่ครบครูจึงเรียกไปเล่นในตำแหน่งตัวรุกริมเส้น แล้วทำได้ดีในสายตาครู ครูจึงจับมาเป็นตัวของโรงเรียนก่อนที่จะพัฒนาเป็นตัวแทนของจังหวัดลงแข่งขันรายการกีฬาเทศบาลระดับประเทศช่วงรอบสุดท้ายจะลงแข่งขันทั้ง วิ่ง,ตะกร้อ และ ฟุตบอล  แข่งวันเดียวกันก็วิ่งรอกเล่นจนครบ

    ตอนจบ ป.6 หมายมั่นปั้นมือมากที่จะเข้าโรงเรียนกีฬาสุพรรณบุรี ตอนนั้นอยากเรียนที่นั่นมากๆสถานศึกษาดังมากๆนักเตะติดเยาวชนทีมชาติเพียบ เขารับเด็กเข้า ม.1 โครงการฟุตบอลจำนวน  15  คน แต่มีเด็กไปสมัคร 1,500 คน สุดท้ายไม่ติดก็กลับไปเรียนมีเมืองกาญจน์ที่โรงเรียนเทพมงคลฯ ฟุตบอลก็ยังเล่นต่อแต่อีกด้านชีวิตกำลังเจอกับเรื่องราวต่างๆมากมายเพราะเราเริ่มโตขึ้นได้เห็นได้รู้ เริ่มแอบเห็นครอบครัวไปเกี่ยวพันกับยาเสพติดแต่ด้วยความเป็นเด็กจึงไม่กล้าพูดอะไร เก็บความรู้สึกไว้กับตัวเองและคิดว่าทุกคนคงมีเหตุผลเป็นของตัวเองจริงๆอยากจะบอกว่าไม่ให้ไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้เพราะมันเป็นสิ่งที่ไม่ดี ด้วยความเป็นเด็กบวกกับใจที่ยังไม่กล้าพอจึงเลือกที่จะไม่พูดอะไรออกไป

    ช่วงเวลาที่สำคัญคือรอยต่อการเป็นเด็กกับวัยรุ่นตอนนั้นไปโรงเรียนก็จะมีพวกขาใหญ่รุ่นพี่ตั้งแก็งค์กันบางคนก็โหดมากๆบางคนก็ออกแนวรีดไถ คิดว่าถ้าโดนรังแกทุกวันจะทำอย่างไรดีมันไม่ใช่แค่การต่อสู้ในแต่ละวัน แต่การสร้างการยอมรับก็เป็นเรื่องสำคัญในเวลานั้น ยอมรับว่าเมื่อย้อนกลับไปถึงตอนนั้นมันก็เป็นเรื่องที่ไม่ควรทำเพราะผิดร้ายแรงมากๆ ด้วยความคิดแบบเด็กๆ ผมขโมยยาเสพติดจากที่บ้านมาขายให้กับเพื่อนๆ 3 เม็ด เจตนาไม่ได้อยากได้สตางค์แต่อยากบอกให้รู้ว่าเราก็มีประสบการณ์ที่พวกเขาจะรังแกเราไม่ได้จริงๆมันเป็นความคิดที่ผิดถ้าย้อนเวลากลับไปได้ผมจะไม่ทำ

    หลังจากนั้นมาบรรดาพวกขาใหญ่ต้อนรับเราเป็นอย่างดีเหมือนเป็นใบเบิกทางเข้าแก็งค์ผมเริ่มดื่มเหล้า,สูบบุหรี่ ,ขี่มอร์เตอร์ไซค์ซิ่ง ตั้งแต่อายุ 12 ปี แต่สองสิ่งที่ผมไม่ทิ้งเลยคือเรื่องของการเรียนและฟุตบอล ใครจะว่าอย่างไรก็แล้วแต่ทุกเย็นต้องได้เล่นฟุตบอล ด้วยความเป็นเด็กเข้าเรียน ม.1 ก่อนเกณฑ์จึงพอมีเวลาให้ผมเลือกความฝันของฟุตบอลอีกครั้ง สุดท้ายตัดสินใจไปสอบโควตาฟุตบอลที่ โรงเรียนกีฬาสุพรรณบุรี เพื่อเข้าม.1 อีกรอบ ครั้งนี้หลุดเข้าไปถึงรอบ 50 คน แต่ก็ยังไม่ได้เรียนเหมือนดั่งที่ฝันไว้อีกครั้ง  ทำให้ต้องกลับมาเรียนต่อที่กาญจนบุรี แต่บนความโชคร้ายยังมีความโชคดีโรงเรียนกีฬาอ่างทองเปิดสถานศึกใหม่พวกที่คัดติดรอบ 50 คนจึงได้สิทธิ์ไปเรียนที่นั่นโดยไม่ต้องทดสอบอะไรเพิ่มเติมเพราะผ่านเกณฑ์การประเมินมาแล้วทุกขั้นตอน

    โรงเรียนกีฬาอ่างทองคือโลกอีกใบที่ทำให้ชีวิตผมชัดเจนขึ้นเรื่องราวของฟุตบอลมันบอกต่อความฝันเราได้ ก่อนไปอ่างทองผมคิดว่าความฝันตอนนั้นคือเรียนให้จบ ม.3 ที่เมืองกาญจน์แล้วสอบเข้าเทคนิคแต่งตัวเท่ห์ๆเหมือนวัยรุ่นทำกันแล้วเรียนจบก็หางานทำ ที่กีฬาอ่างทองการกินนอนทำให้ชีวิตมีระบบระเบียบมากขึ้นและที่สำคัญคือทำให้เราคิดมากขึ้นในเรื่องราวที่ผ่านมา  หลังจากเรียนไปได้สักระยะครอบครัวผมก็โดนจับแม่ผมถูกตัดสินจำคุก 4 ปี  ช่วงที่แม่อยู่ในนั้นผมมีเวลาไปหาท่านเพียงแค่ 4 ครั้ง เพราะมีปัจจัยหลายอย่างทั้งเรื่องของการเดินทางและกำลังทรัพย์มันทรมานมากนะกับช่วงเวลาที่ขมขื่น

    แต่ก็สัญญากับตัวเองว่าจะไม่ให้เกิดเรื่องแบบนี้ในครอบครัวอีก คอยพร่ำสอนน้องสาวตลอดเวลาให้ก้าวข้ามอุปสรรคไปด้วย สมัยเรียนอ่างทอง เพื่อนๆจะเรียกผมว่า “ไอ้หลวง” เรื่องนี้ มงคล ทศไกร รู้ดี เหตุที่เรียกแบบนั้นเพราะว่าเราจะคอยห้ามคอยด่าเพื่อนๆที่จะออกนอกลู่นอกทางเพราะคิดว่าโอกาสของทุกคนมันไม่ได้มาง่ายๆบางคนพลาดครั้งเดียวอาจจะยาวตลอดชีวิต ประสบการณ์บางอย่างที่เผชิญทำให้เราอยากให้คนที่เรารักรอบๆตัวเรามีเส้นทางการเดินที่ดี

    ผมยอมรับเลยว่าที่โรงเรียนกีฬาอ่างทองทำให้โลกอีกใบมันสวยงามมากขึ้น การก้าวไปติดทีมชาตินักเรียนไทย รุ่นอายุ 18 ปี คืออีกหนึ่งจุดเปลี่ยนชีวิตของผมทุกอย่างดีขึ้นเรื่อยๆแบบชัดเจน การติดทีมชาติเป็นเรื่องที่ดีใจมากๆ แต่สิ่งที่ดีใจสุดๆคือเรื่องของการที่แม่ของผมพ้นโทษออกมากลับมาใช้ชีวิตปกติ ผมกอดแม่ด้วยน้ำตาแห่งความคิดถึงเป็นห่วงไหลออกมาไม่หยุดพร้อมกับคิดในใจว่าต่อไปนี้จะดูแลแม่และครอบครัวให้ดีที่สุด  จากนั้นเส้นทางฟุตบอลก็พาผมเดินทางไปหลากหลายแห่งในสโมสรฟุตบอลอาชีพ ทั้ง ธ.กรุงไทย ,บางกอกกล๊าส,บุรีรัมย์,สุพรรณบุรี จนมาถึงมาเลเซีย

    มาถึงวันนี้แม้จะอายุ 33 ปี ผมก็ยังไม่หยุดฝันเรื่องของฟุตบอลหากไม่เป็นผู้เล่นก็ยังมีแผนเกี่ยวกับฟุตบอลอีกมากมายที่จะก้าวเดินตอนนี้เรียนจบวิชาโค้ชระดับ ซี ไลเซ่นส์ ก็ต้องขวนขวายต่อไปเพื่อต่อเติมความรู้ในเรื่องของฟุตบอล  เรื่องราวที่ผิดพลาดในอดีตคือบทเรียนชั้นดีในการปรับปรุงตัวเองรวมไปถึงการดูแลคนรอบข้าง หลายๆเรื่องที่ทำให้คิดได้ในช่วงเวลาที่ผ่านๆมาชีวิตเรายืนได้อย่างแข็งแรงเพราะ “ฟุตบอล”และ “โอกาส”ที่เราได้รับรวมไปถึงการแยกทางจากสิ่งต่างๆที่มันไม่ดีหัวใจเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด

OFFICIAL : เสริมต่อเนื่อง! บีจี ดึง ณัฐวุฒิ ช่วยล่าแชมป์ไทยลีก

เดอะ บลูแมชชีน เสริมทัพต่อเนื่องด้วยการดงดาวรุ่งที่เพิ่งปล่อยให้ พยัคฆ์ล้านนา ใช้งาน กลับคืนรังอีกครั้ง
บีจี ปทุม ยูไนเต็ด คว้า ณัฐวุฒิ นามทิพย์ กองหน้าจาก เชียงใหม่ เอฟซี ร่วมทัพสู้ศึกโตโยต้า ไทยลีก 2020-2021

ก่อนหน้านี้ เดอะ บลูแมชชีน คว้า สารัช อยู่เย็น และ อันเดรส ตูเญซ มาร่วมทัพ และปล่อย ปิยะชนก ดาฤทธิ์ และ สมยศ พงษ์สุวรรณ์ ให้ ราชประชา เอฟซี ใช้งาน ก่อนล่าสุดจะคว้าหัวหอกวัย 23 ปี เข้ามาเสริมความแข็งแกร่งในแดนหน้า

สำหรับ ณัฐวุฒิ นามทิพย์ เริ่มคว้าแข้งกับ ⁣บีทียู ส.บุญมีฤทธิ์ ยูไนเต็ด ในปี 2016 ในไทยลีก 4 พร้อมพาทีมเลื่อนชั้นสู่ไทยลีก 3 ก่อนถูก บีจี ปทุม ยูไนเต็ด คว้าตัวไปร่วมทีมเมื่อปลายปีที่แล้ว และถูกปล่อยให้ เชียงใหม่ เอฟซี ยืมตัวเมื่อต้นฤดูกาลที่ผ่านมา ก่อนจะดึงกลับมาช่วยทีมล่าแชมป์โตโยต้า ไทยลีก 2020-2021

ตัดสินใจยากสุดในชีวิต! “ตังค์- สารัช” ร่ายยาวหลังลาเมืองทองซบบีจี

"ตังค์ " สารัช อยู่เย็น โพสต์ข้อความความรู้สึกครั้งแรกหลังย้ายจากเอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ดไปซบรังบีจี ปทุม ยูไนเต็ด ที่ได้มีการเปิดตัวไปอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 26 พ.ค.ที่ผ่านมา โดยได้กล่าวขอบคุณโอกาสที่ได้รับจากการเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของสโมสรรวมถึงขอบคุณแฟนบอล "กิเลนผยอง" เอสซีจี เมืองทองฯ แต่การย้ายทีมเป็นวิถีของฟุตบอล ก่อนกล่าวปิดท้ายคำสั้นๆ "ขอบคุณมากๆ​ ครับ"
    หลังจากที่ "เจ้าตังค์" สารัช อยู่เย็น"  ได้ย้ายร่วมทีมบีจี ปทุม ยูไนเต็ด อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 26พ.ค.ที่ผ่านมา เจ้าตัวโพสต์ถึงความรู้สึกว่า "ถึงแฟนกิเลนผยอง 11 ปี ในสีเสื้อของเมืองทอง ยูไนเต็ด สำหรับผมมันเป็นช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยหลากหลายความรู้สึก จากน้องเล็กของบ้านในช่วงที่เป็นเยาวชนก้าวเข้ามาสู่ทีม จนมาเป็นพี่ใหญ่ของบ้านหลังนี้ ผมได้รับโอกาสดีๆ​ มากมายจากที่นี่ ได้มีโอกาสร่วมงานกับพี่ๆ​ น้องๆ​ นักฟุตบอล​,สต๊าฟฟ์โค้ช​ทีมงาน ได้เรียนรู้ประสบการณ์มากมายในโลกของฟุตบอล ทั้งการเป็นส่วนหนึ่งของการคว้าแชมป์ไทยลีก การเล่นในระดับสโมสรเอเชีย ร่วมถึงโอกาสรับใช้ทีมชาติไทย

    ถ้าไม่มีสโมสรแห่งนี้ ผมอาจจะไม่มีประสบการณ์เหล่านี้ ผมขอกราบขอบคุณผู้มีพระคุณในสโมสรทุกท่านที่มีความเมตตากับผมอย่างมหาศาล โดยเฉพาะคุณลุงระวิ โหลทอง ซึ่งมีความเมตตาผมและครอบครัวของผมมาโดยตลอด ตั้งแต่สมัยคุณพ่อของผมเมื่อครั้งยังเป็นพนักงานในบริษัทสยามกีฬา คุณลุงได้ให้ความเมตตาอย่างมาก ทั้งคอยชี้แนะและผลักดันให้ตัวผมก้าวหน้าในเส้นทางฟุตบอลมาโดยตลอด

    และที่ขาดไม่ได้คือ​ แฟนบอลกิเลนผยอง​ ขอบคุณ​ที่ให้การสนับสนุนและคอยเป็นกำลังใจให้ผมเสมอ เราได้ผ่านช่วงเวลาที่ดีและยากลำบากมาด้วยกัน ทุกครั้งที่ทีมประสบความสำเร็จ​ ทุกๆ​ กำลังใจที่ส่งมาให้กับนักบอลเป็นพลังและแรงผลักดันที่สำคัญที่สุด

    แต่ที่สำคัญไปกว่านั้น​ คือช่วงเวลายากลำบาก​ แฟนบอลก็ไม่เคยทิ้งไปไหน​ คอยเป็นแรงผลักดัน​ เป็นกำลังใจสำคัญ​ให้ผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากมาด้วยกัน

    การกล่าวคำลาต่อ ทุกๆ​ คน​ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ สโมสรเอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ของผมครั้งนี้ มันยากลำบากสำหรับผมมาก​ ผมไม่รู้จะสามารถบรรยายความรู้สึกออกมายังไงให้ดูสวยงามและครบถ้วนที่สุด การก้าวออกจากบ้านหลังนี้เป็นการตัดสินใจที่ยากที่สุดในชีวิตครั้งหนึ่งของผมก็ว่าได้ แต่มันอาจจะเป็นวิถีของฟุตบอลอาชีพที่ผมต้องเผชิญอีกครั้ง ผมต้องไปเจอความท้าทายใหม่ๆ​ ในโลกของฟุตบอล ผมหวังว่าจะยังคงได้รับการสนับสนุนและการต้อนรับที่อบอุ่นในเวลาที่ผมกลับมาเยือนยังบ้านหลังนี้

    สุดท้ายผมไม่สามารถเขียนบรรยายความรู้สึกให้ครบถ้วนสมบูรณ์แน่นอน แต่คงกล่าวเป็นคำสั้นๆให้กับเอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ดทุกคนว่า "ขอบคุณมากๆ​ ครับ" จาก สารัช อยู่เย็น