30 ปีที่รอคอย! เชลซีแกร่งเชือดแมนซิตี้10คนส่งลิเวอร์พูลเถลิงแชมป์

สิ้นสุดการรอคอยสำหรับเหล่าสาวก "เดอะ ค็อป" หลัง แฟร้งค์ แลมพาร์ด เปิดบ้านพา เชลซี เชือด แมนฯซิตี้ 10 คน 2-1 จากลูกยิงสุดสวยของ คริสเตียน พูลิซิช และลูกจุดโทษท้ายเกมของ วิลเลี่ยน เก็บเพิ่มเป็น 49 คะแนนทิ้งผีแดง 5 แต้มเท่าเดิมและส่งให้ ลิเวอร์พูล เถลิงแชมป์พรีเมียร์ลีกซีซั่นนี้เรียบร้อยในศึกฟุตบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ คืนวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา


สนาม :
สแตมฟอร์ด บริดจ์

     แฟร้งค์ แลมพาร์ด พาทีมสิง โตน้ำเงินคราม รีสตาร์ตด้วยการบุกไล่แซงชนะ แอสตัน วิลล่า 2-1 รั้งอันดับ 4 ของตารางแต่โดน "ผีแดง" ที่ลงเล่นไปก่อนทำแต้มจี้มาเหลือเพียง 2 คะแนนแล้ว

    ด้าน เป๊ป กวาร์ดิโอล่า พาทีม เรือใบสีฟ้า รีสตาร์ต 2 เกมได้สุดโหดด้วยการเปิดบ้านชนะอาร์เซน่อล 3-0 ตามด้วยถล่มเบิร์นลี่ย์อีก 5-0 ในเกมล่าสุด โดยเกมนี้หาก แมนฯซิตี้ ไม่สามารถเก็บ 3 คะแนนได้จะส่งให้ "หงส์แดง" คว้าแชมป์ทันที

    เปิดฉากครึ่งแรก 5 นาทีเป็น "เรือใบสีฟ้า" ทำได้ดีกว่าได้ทักทายจากจังหวะขึ้นทางซ้ายของ เควิน เดอ บรอยน์ จ่ายยัดเข้าเขตโทษให้ แบร์นาร์โด้ ซิลวา พักบอลก่อนตวัดด้วยซ้ายแต่โดนไม่ดีเบาเข้ามือ เกปา อาร์รีซาบาลาก้า

    3 นาทีต่อมา ทีมเยือน เร่งเครื่องต่อเป็นบอลทางฝั่งซ้ายของ ราฮีม สเตอร์ลิง ดึงจังหวะรอก่อนจ่ายต่อให้ แบ็งฌาแม็ง เมนดี้ วิ่งอ้อมมาเปิดยัดเข้าในไปติดขา เกปา อาร์รีซาบาลาก้า สกัดทิ้งออกมาได้

    นาทีที่ 13 โอกาสลุ้นครั้งแรกของ "สิงห์บลูส์" เป็นจังหวะสวนกลับของ คริสเตียน พูลิซิช ถ่ายออกขวาให้ เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า แทงช่องต่อให้ วิลเลี่ยน หลุดเข้าเขตโทษก่อนตวัดเข้าในไปติด อิลคายกุนโดกัน ตามมาทิ้งตัวสกัดได้ทัน

    ต่อมาอีก 2 นาที เชลซี เกือบเสียประตูเป็นความผิดพลาดของ เกปา อาร์รีซาบาลาก้า เปิดบอลไม่ดีไปเข้าทาง ริยาด มาห์เรซ โขกย้อนให้ แบร์นาร์โด้ ซิลวา ดีดบอลหวิดเข้าประตูยังดีที่ รือดิเกอร์ ตามมาซ้อนได้ทัน

    นาทีที่ 18 แมนฯซิตี้ พลาดโอกาสทองเป็นลูกฟรีคิกทางซ้ายของ  ริยาด มาห์เรซ ปั่นบอลมาเสาแรกให้ แฟร์นันดินโญ่ สลัดตัวประกบขึ้นโขกเปลี่ยนทางบอลเกือบเสียบใต้คานไปติดมือ เกปา อาร์รีซาบาลาก้า ผวาปัดทิ้งออกหลังไป

    ครึ่งทางของครึ่งแรก เชลซี เริ่มต่อเกมได้มากขึ้นได้เสียวอีกครั้งจากบอลครอสของ มาร์กอส อลอนโซ่ จ่ายเข้าเขตโทษไปติด เอมเมอริค ลาป๊อร์กต์ สกัดไม่ดีมาเข้าทาง รอสส์ บาร์คลี่ย์ หวดด้วยซ้ายก็ยังติดบล็อค แฟร์นันดินโญ่

    นาทีที่ 32 "สิงห์บลูส์" กระหน่ำชุดใหญ่เริ่มจากบอลทางซ้ายของ รอสส์ บาร์คลี่ย์ ปาดเข้าในให้ พูลิซิช ชาร์จไม่ดีแต่ยังไหลมาเข้าทางก่อนเปลี่ยนเข้าในให้ เมสัน เมาน์ท ทำชิ่งกับ ชิรูด์ หลุดไปซัดด้วยขวาบอลผ่านปากประตูย้อนมาถึง บาร์คลี่ย์ อัดอีกทีก็ยังติดบล็อคออกหลัง

    จังหวะต่อเนื่องเป็นลูกเตะมุมทางฝั่งซ้ายของ วิลเลี่ยน เปิดบอลมาตกใส่หัว อันเดรส คริสเตนเซ่น ขึ้นโหม่งคนเดียวไปติดเซฟ เอแดร์ซอน ควักทิ้งออกมาจากบนเส้น

    แต่แล้วนาทีที่ 36 เจ้าถิ่น มาทะยานออกนำจนได้จากลูกสวนกลับเป็นความผิดพลาดของ แบ็งฌาแม็ง เมนดี้ ไม่เข้าใจกับ กุนโดกัน แตะบอลไปเข้าทาง คริสเตียน พูลิซิช โซ่โล่คนเดี่ยวจากครึ่งสนามหลุดเข้าไปเอียงตัวซัดผ่านมือ เอแดร์ซอน ตุงตาข่ายสุดสวย

    นาทีที่ 38 "เรือใบสีฟ้า" เกือบตีเสมอทันควันจากลูกสูตรฟรีคิกของ เควิน เดอ บรอยน์ หลอกเขี่ยสั้นให้ ริยาด มาห์เรซ ตั้งป้อมปั่นด้วยซ้ายหลุดข้ามคานออกไปนิดเดียว
   
    หมดครึ่งเวลาแรก เชลซี 1 แมนฯซิตี้ 0

    ครึ่งหลังนาทีที่ 52 แมนฯซิตี้ โหมบุกเพื่อตามตีเสมอได้จังหวะยิงอีกครั้งจากลูกจ่ายของ แบร์นาร์โด้ ซิลวา แทงเข้าในให้ แบ็งฌาแม็ง เมนดี้ เติมมาใส่ด้วยซ้ายเหินข้ามคานออกไปไกล

    อีก 2 นาตีต่อมา "เรือใบสีฟ้า" ตามตีเสมอจนได้จากความผิดพลาดของ ก็องเต้ ไปเสียเหลี่ยมทำฟาวล์ มาห์เรซ ระยะอันตรายและเป็น เควิน เดอ บรอยน์ ปั่นฟรีคิกด้วยขวาบอลมุดผ่านมือ เกปา เสียบสามเหลี่ยมงามหยด

    นาที 57 ทีมเยือน เกือบแซงขึ้นนำจากจังหวะประสานงานจากหน้าปากประตูตัวเองก่อนเป็น เควิน เดอ บรอยน์ แทงช่องให้ ราฮีม สเตอร์ลิง หลุดเดี่ยวเข้าไปยกผ่าน เกปา โชคไม่ดีบอลไปชนเสา

    อีก 5 นาทีต่อมาคราวนี้เป็น เอแดร์ซอน พลาดบ้างออกบอลไปเข้าทาง เมสัน เมาน์ท กระชากเข้าเขตโทษก่อนตะบันด้วยซ้ายเข้าข้างหน้าต่าง

    นาทีที่ 70 ของเกมนี้เป็นของ คริสเตียน พูลิซิช ใช้ความเร็วเอาวิ่งสอดมาฉกบอลก่อน แฟร์นันดินโญ่ หลุดเข้าไปแตะหลบ เอแดร์ซอน หักหักข้อส่งบอลเข้าหาประตูแต่ ไคล์ วอล์คเกอร์ ตามมาทิ้งตัวหยุดบอลไว้ได้บนเส้นเหลือเชื่อ
   
    นาทีที่ 72 เชลซี ขึ้นนำอีกครั้งจากลูกจุดโทษของ วิลเลี่ยน เป็นจังหวะชุลมุนหน้าประตูเริ่มจาก วิลเลี่ยน หลุดเข้ามาปาดคืนให้ แทมมี่ อับราฮัม ซัดไปติดเซฟ เอแดร์ซอน บอลไหลไปเข้าทาง พูลิซิชตามซ้ำไม่ดีเด้งมาเข้าทาง อับราฮัม หวดอีกครั้งไปติด แฟร์นันดินโญ่ เจตนาใช้มือปัดบอลออกมา ผู้ตัดสินขอ เชควีเออาร์ ก่อนให้เป็นจุดโทษและให้ไปแดงไล่ แฟร์นันดินโญ่ ออกจากสนามไป

    ช่วงทดเจ็บนาทีที่ 90+3 "สิงห์บลูส์" เกือบได้ประตูปิดกล่องจากจังหวะหลุดทางซ้ายของ เปโดร โรดริเกซ ตัดเข้าในก่อนปั่นด้วยขวาไปติดปลายมือ เอแดร์ซอน หลุดเสาออกหลังนิดเดียว

    จบเกม เชลซี 2 แมนฯซิตี้ 1

รายชื่อนักเตะที่ลงสนามตัวจริง

    เชลซี (4-3-3) : เกปา อาร์รีซาบาลาก้า – เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า, อันเดรส คริสเตนเซ่น, อันโตนิโอ รือดิเกอร์, มาร์กอส อลอนโซ่ – รอสส์ บาร์คลี่ย์, เอ็นโกโล่ ก็องเต้, เมสัน เมาน์ท – วิลเลี่ยน, โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์,คริสเตียน พูลิซิช

ผู้จัดการทีม : แฟร้งค์ แลมพาร์ด

    แมนฯซิตี้ (4-3-3) : เอแดร์ซอน โมราเอส – ไคล์ วอล์คเกอร์, แฟร์นันดินโญ่, เอมเมอริค ลาป๊อร์กต์, แบ็งฌาแม็ง เมนดี้ – อิลคาย กุนโดกัน, โรดรี้, เควิน เดอ บรอยน์ – ริยาด มาห์เรซ, ราฮีม สเตอร์ลิง, แบร์นาร์โด้ ซิลวา

ผู้จัดการทีม : เป๊ป กวาร์ดิโอล่า

ผู้ตัดสิน : สจ๊วร์ต แอตเวลล์

ป็อกบาเรียกโทษ-บรูโน่ซัดเจ๊า! แมนยูชวดขึ้นที่4แค่บุกแบ่งแต้มสเปอร์ส

สตีเฟ่น เบิร์กไวจ์น แม้จะซัดให้เจ้าถิ่น สเปอร์ส ขึ้นนำไปก่อน แต่ครึ่งหลัง ปอล ป็อกบา ตัวสำรองลงมาเรียกจุดโทษก่อนที่ บรูโน่ แฟร์นันด์ส จะซัดให้ทีมบุกมาแบ่งแต้ม 1-1 โดย "ปีศาจแดง" ยังอยู่อันดับ 5 เหมือนเดิมมี 46 แต้มตามหลัง อันดับ 4 เชลซี สองคะแนน ส่วน "ไก่เดือยทอง" รั้งอันดับ 8 ศึกรีสตาร์ท พรีเมียร์ลีก อังกฤษ เมื่อคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา

สนาม : ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ สเตเดี้ยม

    "บิ๊กแมตช์" รีสตาร์ท พรีเมียร์ลีก เมื่อคืนวันศุกร์ที่ 19 มิ.ย. ที่ผ่านมา เจ้าบ้าน สเปอร์ส อันดับ 8 รับมือ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทีมอันดับ 5 ของตาราง เกมนี้หากลูกทีมของ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา บุกมาคว้าสามแต้มได้จะแซง เชลซี ขึ้นอันดับ 4 ทันที

    โชเซ่ มูรินโญ่ นายใหญ่ของทัพ "ไก่เดือยทอง" จัดแนวรุกอย่าง แฮร์รี่ เคน, สตีเว่น เบิร์กไวจ์น และซน ฮึง-มีน ขณะที่ "ปีศาจแดง" พัก ปอล ป็อกบา ไว้ข้างสนามส่ง บรูโน่ แฟร์นันด์ส ปั้นเกมโดยมี มาร์คัส แรชฟอร์ด และอ็องโตนี่ มาร์กซิยาล ล่าตาข่าย

    เริ่มครึ่งแรก นาที 13 สเปอร์ส ได้โอกาสส่องเข้ากรอบทักทายก่อนเลย จาก ซน ฮึง-มิน หวดด้วยขวานอกกรอบแต่บอลไม่แรงพอพุ่งไปเข้ามือ ดาบิด เด เคอา

    "ปีศาจแดง" ต้องรอถึง นาที 22 ถึงจะได้ส่องเข้ากรอบเป็นหนแรก หลัง บรูโน่ แฟร์นันด์ส เปิดบอลเข้ามา ดาวินซอน ซานเชซ สกัดบอลผิดเหลี่ยมไปเข้าทาง แรชฟอร์ด ยิงแบบไม่จับแต่บอลยังไปโดน อูโก้ โยริส เซฟออกมาได้

    ถัดมาไม่ถึงนาที ลุค ชอว์ ตัดบอลได้ก่อนหักเข้ากลางแล้วจิ้มให้ เฟร็ด ดึงเข้าซ้ายข้างถนัดแล้วซัดไปเสาไกลแต่บอลยังเบาไปเข้ามือ โยริส

    แต่กลายเป็นลูกทีมของ โชเซ่ มูรินโญ่ ได้เฮก่อน หลังซัดประตูขึ้นนำ 1-0 ในนาทีที่ 27 จากจังหวะที่ แซร์จ โอริเย่ร์ ตัดบอลขึ้นหน้าให้ สตีเฟ่น เบิร์กไวน์ ใช้สปีดและความแข็งแรงเบียดแนวรับผีแดงเข้าไปตะบันด้วยขวาบอลพุ่งแรงจน ดาบิด เด เคอา ปัดไม่อยู่ก่อนปลิ้นเข้าประตูไปอย่างเด็ดขาด

    นาที 31 สตีเว่น เบิร์กไวจ์น ครอสมาเสาแรก ซน ฮึง มิน ขึ้นโขกบอลพุ่งเกือบจะเป็นประตูอยู่แล้วแต่ เด เคอา ยังเหินปัดมือเดียวออกไป

    นาที 41 แดเนียล เจมส์ ต้องรับใบเหลืองเป็นคนแรกของเกม หลังตามไปเสียบข้างหลังใส่ เอริค ดายเออร์ อย่างน่าเกลียด

    ช่วงทดเจ็บครึ่งแรก นาที 45+2 ทีมเยือนเกือบได้ลุ้นตีเสมอ หลัง บรูโน่ แฟร์นันด์ส พาบอลขึ้นมาหน้ากรอบก่อนสับไกยิงกว่า 25 หลาบอลพุ่งติดไซด์ก้อยก่อนไปเข้าซอง อูโก้ โยริส ซึ่งหลังจากนั้นไม่กี่วินาที บรูโน่ จะมีอาการเจ็บแต่ยังลุกมาเล่นต่อได้

    จบครึ่งแรก สเปอร์ส ขึ้นนำ แมนฯยูไนเต็ด 1-0

    ครึ่งหลังยังไม่มีการเปลี่ยนตัว นาที 54 ฝั่งทีมเยือนเกือบได้ลุ้นตีเสมอ บรูโน่ แฟร์นันด์ส พาบอลขึ้นมาเองก่อนแทงให้ อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล ลากเข้าหน้ากรอบแล้วจ่ายออกขวาให้ บรูโน่ ที่เติมมาซัดด้วยขวาไปเสาไกลบอลพุ่งเฉียดเสาออกไปแบบได้ลุ้น

    นาที 63 โซลชา เปลี่ยนทีเดียวสองคน ส่ง ปอล ป็อกบา และเมสัน กรีนวู้ด ลงมาแทน เฟร็ด และแดเนี่ยล เจมส์

    เกมรุกของ "ผีแดง" ดูดีและมีมิติมากขึ้นมาเลย อีกสองนาทีถัดมา ป็อกบา จ่ายบอลเข้ากลางให้ บรูโน่ แฟร์นันด์ส ก่อนจะแทงทะลุให้ อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล กดด้วยขวาแต่ยังมี เอริค ดายเออร์ พุ่งมาบล็อคออกไปได้

    นาที 67 แมนฯยู พลาดโอกาสตีเสมออีกคราวนี้ ลุค ชอว์ ตะลุยขึ้นมาเองก่อนครอสเลียดไปหน้าประตูให้ อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล แต่งบอลเข้าซ้ายแล้วอัดเปรี้ยงไปตรงตัว อูโก้ โยริส เหินปัดออกไปหวุดหวิด

    เข้าสู่นาทีที่ 70 สเปอร์ส เปลี่ยนตัวบ้างส่ง โจวานนี่ โล เซลโซ่ และเก็ดสัน แฟร์นันด์ส ลงไปเล่นแทนสตีเฟ่น เบิร์กไวน์ และเอริค ลาเมล่า

     ขณะที่ "ปีศาจแดง" เปลี่ยนอีกสองคนเช่นกันส่งทั้ง โอเดียน อิกาโล่ และเนมานย่า มาติช ลงแทน วิคเตอร์ ลินเดอเลิฟ และอ็องโตนี่ มาร์กซิยาล

    นาที 81 แมนฯยูไนเต็ด มาได้ลูกที่จุดโทษหลัง ปอล ป็อกบา โชว์สเต็ปหลอกล่อ เอริค ดายเออร์ ก่อนที่สุดท้าย ดายเออร์ จะไปรวบข้างหลัง ผู้ตัดสิน โจนาธาน มอสส์ ชี้เป็นจุดโทษทันทีก่อนที่ บรูโน่ แฟร์นันด์ส จะยิงเข้าไปไม่พลาดให้ "ปีศาจแดง" ไล่ตีเสมอ 1-1

    ท้ายเกม นาที 88 สเปอร์ส มาได้ลูกฟรีคิกกว่า 25 หลาหน้ากรอบ ทว่า แฮร์รี่ เคน ยิงไม่ดีไปติดกำแพง

    ช่วงเวลาที่เหลือไม่มีประตูเพิ่มเติม จบเกม สเปอร์ส เสมอกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 1-1 แบ่งแต้มกันไปทีมละหนึ่งคะแนน

    รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม

        สเปอร์ส (4-2-3-1) : อูโก้ โยริส – แซร์ช โอริเย่ร์, เอริค ดายเออร์, ดาวินซอน ซานเชซ, เบน เดวิส – แฮร์รี่ วิงค์ส, มูสซ่า ซิสโซโก้ – สตีเฟ่น เบิร์กไวน์, เอริก ลาเมล่า, ซน ฮึง-มิน – แฮร์รี่ เคน

        ผู้จัดการทีม : โชเซ่ มูรินโญ่

        แมนฯ ยูไนเต็ด (4-2-3-1) : ดาบิด เด เคอา – อารอน วาน-บิสซาก้า, วิคเตอร์ ลินเดอเลิฟ, แฮร์รี่ แม็กไกวร์, ลุค ชอว์ – สกอตต์ แม็คโทมิเนย์, เฟร็ด – แดเนียล เจมส์, บรูโน่ แฟร์นันด์ส, มาร์คัส แรชฟอร์ด – อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล

มีกลิ่น?ฮาแวร์ทซ์ส่งสัญญาณสนซบ1ทีมอังกฤษ

ไค ฮาแวร์ทซ์ มิดฟิลด์ เลเวอร์คูเซ่น จุดประเด็นร้อนว่าสนใจจะมาซบ เชลซี หลังจากไปกด "ถูกใจ" ข้อความที่อยากให้ "สิงโตน้ำเงินคราม" ประกาศเซ็นสัญญากับเขา หลังจากที่เจ้าตัวตกเป็นข่าวกับ เชลซี อย่างหนักในช่วงที่ผ่านมา

    แอคเคาท์ ทวิตเตอร์ อย่างเป็นทางการของ ไค ฮาแวร์ทซ์ กองกลางดาวรุ่งของ ไบเออร์เลเวอร์ คูเซ่น สโมสรชั้นนำแห่งศึก บุนเดสลีกา เยอรมัน กด "ถูกใจ" ข้อความที่อยากให้ เชลซี เซ็นสัญญากับเขา

    หลังจากทำไป 20 ประตู กับอีก 7 แอสซิสต์ จากการลงเล่น 42 นัดในทุกรายการเมื่อฤดูกาล 2018-19 ฮาแวร์ทซ์ ก็ยังรักษามาตรฐานของตัวเองเอาไว้ได้ในซีซั่นนี้ด้วยการทำไปแล้ว 16 ประตู กับอีก 9 แอสซิสต์ จากการลงสนาม 40 นัดในทุกรายการ ซึ่งมันก็ทำให้เขาตกเป็นข่าวกับหลายทีมยักษ์ใหญ่ทั่วทวีปยุโรปในช่วงที่ผ่านมา อย่างเช่น เชลซี, ลิเวอร์พูล, แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, บาเยิร์น มิวนิค และ เรอัล มาดริด เป็นต้น แต่ทาง "สิงโตน้ำเงินคราม" ถูกยกให้เป็นตัวเต็งอันดับ 1 ที่จะได้ตัวเขาไปร่วมทัพ

    ทั้งนี้ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 18 มิถุนายน ที่ผ่านมา เชลซี ได้ประกาศว่าพวกเขาบรรลุข้อตกลงคว้าตัว ติโม แวร์เนอร์ กองหน้า แอร์เบ ไลป์ซิก มาร่วมทัพได้แล้ว โดยการประกาศมีทั้งบนเว็บไซต์ของสโมสร และ ทวิตเตอร์ ซึ่งในการประกาศบน ทวิตเตอร์ นั้น มันก็มีคนเข้าไปโพสต์แสดงความคิดเห็นกันหลายแบบ โดยหนึ่งในนั้นคือแอคเคาท์ของแฟนบอลชื่อ มาซูด คาริมิส ที่พิมพ์ว่า "ประกาศซิว ฮาแวร์ทซ์ ด้วยสิ"

    ในเวลาต่อมาหลายคนก็ต้องแปลกใจเมื่อแอคเคาท์ของ ฮาแวร์ทซ์ ไปกด "ถูกใจ" ข้อความนั้นด้วย จนทำให้บางคนเชื่อว่าดาวเตะชาวเยอรมันแย้มว่าสนใจที่จะไปอยู่กับ เชลซี อย่างเช่นการโพสต์ข้อความว่า "ฮาแวร์ทซ์ กดถูกใจโพสต์นี้ เขากำลังจะมาอยู่กับทีมจริงๆ แล้ว", "ที่จริง ฮาแวร์ทซ์ ไม่ใช่คนที่ชอบกดถูกใจทวีตหรือรูปอะไรมากมายเลย หรือที่เขากดถูกใจโพสต์นี้มันจะมีความหมายบางอย่าง ?!!!" เป็นต้น ขณะที่ คาริมิส ซึ่งเป็นเจ้าของโพสต์ที่ ฮาแวร์ทซ์ กดถูกใจนั้น โพสต์ในเวลาต่อมาว่า "เขากดถูกใจแค่ไม่กี่วินาทีหลังจากที่ผมแสดงความเห็นลงไป มันแปลว่าเขาต้องเปิดการแจ้งเตือนจากโพสต์ของ เชลซี อยู่แหงๆ เราเป็นทีมที่ยิ่งใหญ่ เรายิ่งใหญ่กันสุดๆ"

ฟานไดค์? แบร์นาร์ดเชื่อริชาร์ลิซอนไม่เคยกลัวใคร

แบร์นาร์ด ปีกชาวบราซิเลี่ยน ออกโรงให้การสนับสนุน ริชาร์ลิซอน ดาวเตะเพื่อนร่วมชาติ หลังรายหลังออกมาพูดถึง เฟอร์กิล ฟาน ไดค์ ว่าไม่ใช่กองหลังที่ดีที่สุดในโลก

    ริชาร์ลิซอน ดาวยิงของ เอฟเวอร์ตัน ให้สัมภาษณ์ถึง เฟอร์กิล ฟาน ไดค์ ยอดแนวรับของ ลิเวอร์พูล ว่าในมุมมองของตัวเอง ฟาน ไดค์ ไม่ได้ถึงขั้นเป็น 1 ใน 3 กองหลังที่เก่งที่สุดของโลก เพราะยังมี ติอาโก้ ซิลวา, มาร์กินญอส และ เซร์คิโอ รามอส ที่เก่งกว่า อีกทั้งยังกล่าวว่าตนเคยเลี้ยงผ่าน กองหลังชาวดัตช์มาได้แล้ว

    ทั้งคู่มีคิวลงเผชิญหน้ากันในศึก เมอร์ซี่ย์ ไซด์ คืนวันอาทิตย์นี้ ซึ่ง แบร์นาร์ด ปีกร่างเล็กของ ทอฟฟี่สีน้ำเงิน ออกมาให้การสนับสนุนเพื่อนร่วมทีมว่าจะทำได้อย่างที่พูดไว้

    "ริชี่(ริชาร์ลิซอน) เก่งพอที่จะเป็นจุดเปลี่ยนระหว่างเกม เขาเป็นผู้เล่นที่มีความมั่นใจมากในกรอบเขตโทษ"

    "เขาไม่มีความกลัว และไม่เกรงที่จะลุยเข้าหาคู่แข่ง ไม่ว่าจะอะไรก็ตาม สิ่งสำคัญสำหรับเขาคือการส่งบอลเข้าสู่ก้นตาข่าย"

    "นี่คือสิ่งที่ทำให้เขาเป็นคนแบบนี้ แบบที่เป็นผู้เล่นที่อันตรายมากในเขตโทษ"

2เหตุผลเชลซีมั่นใจพรากเฮนเดอร์สันจากแมนยู

สื่อผู้ดีเผย 2 เหตุผลทำไม เชลซี ถึงมั่นใจจะดึง ดีน เฮนเดอร์สัน มาจาก แมนฯ ยูไนเต็ด ได้แน่ หลังส่อแววปล่อย เกปา อาร์รีซาบาลาก้า ออกจากรัง สแตมฟอร์ด บริดจ์
     เชลซี มั่นใจว่า จะคว้า ดีน เฮนเดอร์สัน ผู้รักษาประตู แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ตอนนี้ปล่อยให้ เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด ยืมใช้งาน มาเฝ้าเสาที่ สแตมฟอร์ด บริดจ์ ในฤดูกาลหน้า ด้วยค่าตัว 50 ล้านปอนด์ (ประมาณ 2,000 ล้านบาท) ตามรายงานจาก ดิ เอ็กซ์เพรส สื่ออังกฤษ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 21 มิถุนายน ที่ผ่านมา

    เฮนเดอร์สัน วัย 23 ปี เป็นเด็กปั้นของ "ปีศาจแดง" แต่ที่ผ่านมาโดนปล่อยไปเล่นแบบยืมตัวเพื่อหาประสบการณ์หลายครั้ง และเจ้าตัวก็เริ่มแจ้งเกิดได้ตั้งแต่ตอนที่เล่นให้ เชฟฯ ยูไนเต็ด เมื่อซีซั่นที่แล้ว จากการที่พาทีมเลื่อนชั้น และฤดูกาลนี้ก็ยังโชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมจน "ดาบคู่" มีลุ้นไปเล่นฟุตบอลถ้วยยุโรป

    ขณะที่ เชลซี กำลังเดินหน้าเสริมทัพอย่างหนัก หลังได้ ฮาคิม ซิเย็ค กับ ติโม แวร์เนอร์ มาแล้ว 2 ราย และอาจขาย เกปา อาร์รีซาบาลาก้า ผู้รักษาประตูทีมชาติสเปน หากผลงานยังแย่ในช่วงที่เหลือของซีซั่น โดยถ้าปล่อยไปแล้วก็พร้อมดึง เฮนเดอร์สัน มาเฝ้าเสาแทนด้วยค่าตัว 50 ล้านปอนด์

    เชลซี มั่นใจว่า พวกตนมี 2 เหตุผลที่จะโน้มน้าวใจให้ เฮนเดอร์สัน ย้ายมาร่วมทีม โดยเหตุผลแรกคือ จะให้ลงเฝ้าเสาเป็นตัวจริงเลยในซีซั่นหน้า และเหตุผลที่สองคือ มั่นใจว่าทีมจะได้ไปเล่นในถ้วย ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก หลังเวลานี้รั้งอันดับ 4 และมีสิทธิ์หนี แมนฯ ยูไนเต็ด ไปเป็น 5 คะแนนหากบุกไปชนะ แอสตัน วิลล่า คืนวันอาทิตย์นี้

ดราม่าท้ายเกม! เลสเตอร์วืดชัยโดนวัตฟอร์ดไล่เจ๊าทดเจ็บ แบ่งแต้มสุดมันส์

เป็นเกมที่มาเกิดดราม่าช่วงท้ายเกมหลังจาก เลสเตอร์ มาได้ประตูจากลูกยิงสุดสวยของ เบน ชิลเวลล์ ในนาทีสุดท้าย แต่มาโดน วัตฟอร์ด ไล่ตามตีเสมอในช่วงทดเจ็บ 90+3 โดยทีม "จิ้งจอก" ยังรั้งที่ 3 ส่วนทีม "แตนอาละวาด" ขยับขึ้นมารั้งที่ 16 ของตาราง ยังต้องดิ้นรนหนีตกชั้นต่อไปหลังมีแต้มห่างโซนตกชั้นเพียงคะแนนเดียวเท่านั้น ในศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เมื่อวันที่ 20 มิ.ย. 63

    การแข่งขันศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ประจำวันเสาร์ที่ 20 มิถุนายน 2563 ที่สนาม วิคาเรจ โร้ด ระหว่าง วัตฟอร์ด ทีนอันดับ 17 ที่กำลังลุ้นหนีตาย พบ เลสเตอร์ ซิตี้ ทีมอันดับ 3 ที่กำลังลุ้นตั๋วลุยฟุตบอลยุโรป

    ไนเจล เพียร์สัน กุนซือวัตฟอร์ด เกมนี้ส่งแนวรุกลงครบครัน อิสไมล่า ซาร์, อับดูลาย ดูกูเร่, โรเบร์โต้ เปเรย์ร่า คอยทำเกมสนับสนุน ทรอย ดีนี่ย์ หัวหอกตัวความหวัง ส่วน เลสเตอร์ ของกุนซือ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส ต้องส่ง เจมส์ จัสติน แบ็กขวาดาวรุ่งลงเล่นแทน ริคาร์โด้ เปเรยร่า ที่มีอาการบาดเจ็บ ส่วนแนวรุกนำมาโดย เจมส์ แมดดิสัน และ เจมี่ วาร์ดี้ ตามเดิม  

    เปิดฉากครึ่งแรกมาทั้งสองทีมเปิดหน้าแลกใส่กันทันที จนมาถึง นาที 11 เป็น เลสเตอร์ ซิตี้ ที่มีโอกาสได้ลุ้นก่อน เบน ชิลเวลล์ เติมขึ้นมาสุดเส้นหลังแล้วเปิดเรียดเข้าเขตโทษ แต่ เคร็ก ดอว์สัน ดักสกัดทิ้งออกหลังไปหวดหวิด

    จากนั้นผู้มาเยือนยังได้โอกาสลุ้นต่อเนื่องใน นาที 16 เจมี่ วาร์ดี้ กระชากหลบแนวรับ วัตฟอร์ด แล้วแต่งบอลเข้าเหลี่ยมเท้าขวาก่อนจะซัดเต็มข้อหน้าเขตโทษบอลหลุดกรอบออกไป

    แต่ถึงกระนั้น นาที 35 วัตฟอร์ด เกือบได้ประตูขึ้นนำก่อนเมื่อ วิลเฟร็ด เอ็นดีดี้ จับบอลพลาดกระดอนไปเข้าทาง อับดูลาย ดูกูเร่ วิ่งมาซัดระยะเผาขนในเขตโทษ แต่ยังไปตรงตัว แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล ล้มตัวเซฟไว้ได้  

    ครึ่งหลังเริ่มมาเพียง 3 นาที วัตฟอร์ด หวิดได้ประตูขึ้นนำเมื่อ เอเตียน กาปู แทงทะลุช่องให้ อิสไมล่า ซาร์ หลุดเดี่ยวแต่ยิงไม่ผ่านมือของ ชไมเคิ่ล โชว์ซูเปอร์เซฟปัดปลายมือไปได้หวุดหวิด

    "แตนอะลาวาด" กลายเป็นฝ่ายบุกกดดันอย่างหนักและได้ลุ้นต่อเนื่อง กีโก้ เฟเมเนีย เปิดจากกราบขวาเข้าเขตโทษให้ ทรอย ดีนีย์ ขึ้นโขกเหน่งๆบอลเฉียดเสาออกไปนิดเดียว ใน นาที 50

    หลังโดนขึงบุกใส่อยู่นาน นาที 68 เลสเตอร์ ได้ลุ้นบ้างเมื่อ เดเมอไร เกรย์ ตัวสำรอง ลองปั่นด้วยขวาหน้าเขตโทษแต่บอลยังเหินข้ามคาน

    เลสเตอร์ สลับมาเป็นฝ่ายขึงบุกใส่อย่างต่อเนื่อง และชวดขึ้นนำอย่างน่าเสียดายเริ่มตั้งแต่จังหวะสับไกของ เกรย์ แต่บอลไปนเสา ก่อนที่ในจังหวะต่อเนื่อง เจมส์ แมดดิสัน ซัดเรียดด้วยซ้าย แต่ยังติดเซฟ เบน ฟอสเตอร์ พุ่งปัดออกมาได้อีก ในนาที 75     

    อย่างไรก็ตามช่วงท้ายเกม นาที 90 เลสเตอร์ ซิตี้ มาได้ประตูขึ้นนำ เกรย์ วางข้ามมาฝั่งซ้ายให้ เบน ชิล เวลล์ หน้าเขตโทษก่อนจะวางเท้าซัดด้วยซ้ายบอลพุ่งเสียบสามเหลี่ยมเข้าไปอย่างสวยงาม

     แต่ถึงกระนั้นช่วงทดเจ็บ 90+3 วัตฟอร์ด ไม่ยอมง่ายๆตามตีเสมอ 1-1 จากจังหวะลูกเตะมุมแล้วบอลมาเข้าทาง เคร็ก ดอว์สัน กระโดดฟาดส่งบอลเข้าประตูไปอย่างสวยงาม ช่วงที่เหลือไม่มีประตูเพิ่ม จบเกม วัตฟอร์ด เสมอ เลสเตอร์ 1-1

ใครดี!ลิเวอร์พูลมีแผนเด็ดหากจำใจต้องขาย “มาเน่”

ลิเวอร์พูล เตรียมแผนสำรองหากต้องขาย ซาดิโอ มาเน่ ออกไป โดยอาจจะปล่อยให้ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง เพื่อหวังได้เงินก้อนโต เอาไว้ยื่นข้อเสนอขอซื้อ คีลิยัน เอ็มบัปเป้ หัวหอกเนื้อหอมที่ค่าตัวแพงมหาศาลเหลือเกิน
    ลิเวอร์พูล สโมสรขวัญใจมหาชนแห่งศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เตรียมแผนเด็ดหากต้องขาย ซาดิโอ มาเน่ ออกไป โดยหวังจะใช้เงินก้อนโตที่ขายนักเตะเอาไปซื้อ คีลิยัน เอ็มบัปเป้ กองหน้าฟอร์มฮอต ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ยักษ์ใหญ่ลีกเอิง ฝรั่งเศส 

    ช่วงที่ผ่านมามีรายงานจากสื่อระบุว่า ทีมของกุนซือเจอร์เก้น คล็อปป์ เริ่มกังวลว่า สตาร์ดาวเตะทีมชาติเซเนกัล จะอำลาถิ่นแอนฟิลด์ ในช่วงซัมเมอร์นี้ โดย "ราชันชุดขาว" เรอัล มาดริด และ "เปแอสเช" ปารีส แซงต์-แชร์กแมง พร้อมทุ่มเงินจำนวน 150 ล้านปอนด์ (ราว 5,700 ล้านบาท) เพื่อซื้อนักเตะให้ได้

    สำหรับในเวลานี้สัญญาของ มาเน่ กับ ลิเวอร์พูล จะหมดลงในปี 2023 หรือในอีก 3 ปีข้างหน้า ทว่าในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมาการเจรจาต่อสัญญาฉบับใหม่ยังไม่บรรลุผล ทำให้ คล็อปป์ กังวลใจมากๆ ว่า ดาวเตะวัย 28 ปี จะโดน เรอัล หรือ แซงต์-แชร์กแมง ไล่ล่าไปเสริมทัพ

    อย่างไรก็ตาม สื่อหลายสำนักอ้างว่าหาก มาเน่ ไม่ขยายสัญญาใหม่ ลิเวอร์พูล อาจจะยอมขายนักเตะให้กับ "เปแอสเช" เพื่อจะได้เงินก้อนโตสำหรับนำไปใช้ในการยื่นข้อเสนอขอซื้อ เอ็มบัปเป้ จาก แซงต์-แชร์กแมง ซึ่งมีค่าตัวประมาณ 200 ล้านปอนด์ (ราว 7,600 ล้านบาท)

    ทั้งนี้ หัวหอกแชมป์โลกวัย 21 ปี มีข่าวกับ ลิเวอร์พูล มาตลอด และมีความเป็นไปได้ว่าตอนนี้ กองหน้าทีมชาติฝรั่งเศส ต้องการออกไปหาความท้าทายใหม่นอกดินแดนน้ำหอม หลังประสบความสำเร็จจนนับไม่ถ้วนในลีกสูงสุดประเทศฝรั่งเศส

 

เหมือนมาเชียร์ที่สนาม!แมนยูโชว์ภาพโมเสกแฟนบอลขนาดใหญ่

แมนฯ ยูไนเต็ด เปิดเผยคลิปที่แสดงให้เห็นถึงภาพแฟนบอลที่พวกเขาติดตั้งบนอัฒจันทร์เพื่อชดเชยการที่หลังจากนี้ต้องเล่นแบบไร้คนดูใสนาม โดยภาพแฟนบอลที่พวกเขาเอามาใช้ในครั้งนี้มีมากกว่า 40,000 รายเลย
    แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด โชว์ภาพแฟนบอลที่พวกเขาติดตั้งบนอัฒจันทร์ส่วนหนึ่งของ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด เพื่อให้รู้สึกเหมือนกับว่าแฟนบอลเหล่านั้นมาเชียร์ทีมในสนาม และเป็นการชดเชยที่หลังจากนี้จะต้องลงเล่นเกมเหย้าแบบที่ไม่มีคนเข้ามาดูในสนาม ตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19

    ในวันพุธที่ 24 มิถุนายนนี้ แมนฯ ยูไนเต็ด จะได้ลงเล่นเกมเหย้าเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ที่ฟุตบอลกลับมาเตะกัน โดยจะเจอกับ เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด แต่มันก็มีการออกกฎว่าทีมฟุตบอลทุกทีมจำเป็นต้องลงเล่นในแบบที่ไร้คนดูในสนาม ซึ่งมันก็ทำให้ก่อนหน้านี้ "ปีศาจแดง" เปิดกิจกรรมให้แฟนบอลส่งรูปของพวกเขาไปยังสโมสร เพื่อที่ แมนฯ ยูไนเต็ด จะได้เอาไปทำเป็นรูปแล้วแปะบนอัฒจันทร์

    ท้ายที่สุดแล้วมันก็มีแฟนบอลมากกว่า 40,000 คน จากทั้งหมด 193 ประเทศที่ส่งรูปไปให้พวกเขา ซึ่ง แมนฯ ยูไนเต็ด ก็เอาไปทำแบบภาพโมเสกขนาดใหญ่ โดยด้านล่างยังมีป้ายที่เป็นข้อความต่อกันด้วยว่า "รวมพลังเพื่อเหล่าฮีโร่" (United For The Heroes)

    นอกจากนี้ ในสนามมันก็จะมีการติดตั้งป้ายที่เป็นข้อความยกย่องเหล่าเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ที่สู้กับเชื้อร้าย และข้อความสนับสนุนต่อต้านการเหยียดผิวด้วย ขณะเดียวกันก็จะมีการติดตั้งป้ายที่มีข้อความ "ฟุตบอลมันไร้ค่าหากไร้แฟนบอล" (Football is nothing without fans) เอาไว้เช่นกัน โดยข้อความดังกล่างเป็นคำพูดในอดีตของ เซอร์ แม็ตต์ บัสบี้ ตำนานผู้จัดการทีม แมนฯ ยูไนเต็ด ส่วนตรงอัฒจันทร์ฝั่งตะวันออกก็จะมีการติดตั้งป้ายที่เป็นข้อความไว้อาลัยให้กับ โทนี่ ดันน์ อดีตกองหลังของทีมที่เสียชีวิตไปเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน ที่ผ่านมา

 

อาร์เซน่อลเรียกขวัญ! “โอบาเมย็อง” นำโป้ง,ไบรท์ตันหวัง “ตรอสซาร์” ล่าสกอร์

"ปืนใหญ่" อาร์เซน่อล หวังคว้าชัยเพื่อกู้หน้าคืนมาหลังรีสตาร์ทนัดก่อนพ่ายมาแบบหมดสภาพโดย ปิแอร์-เอเมริค โอบาเมย็อง ดาวยิงตัวเก่งยังคงนำล่าตาข่ายเกมบุกบ้าน ไบรท์ตัน ในศึกฟุตบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ วันเสาร์ที่ 20 มิ.ย. ศกนี้ ถ่ายทอดสด : True Premier HD 1 (เวลา : 21.00 น.)

ปรีวิวฟุตบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ
วันเสาร์ที่ 20 มิถุนายน 2563
ไบรท์ตัน (15)   –   อาร์เซน่อล (9)

ถ่ายทอดสด : True Premier HD 1 (เวลา : 21.00 น.)

สนาม : ดิ เอเม็กซ์

    เกรแฮม พ็อตเตอร์ กุนซือไบรท์ตัน พาทีมเสมอวูล์ฟแฮมป์ตัน 0-0 ในเกมล่าสุด และเตรียมความพร้อมก่อนรีสตาร์ท โดยไม่ได้นัดใครมาเคาะสนิม แต่แบ่งข้างลงลับแข้งกันเอง

    ความพร้อมเกมนี้ พ็อตเตอร์ขาดแค่ โฮเซ่ อิซเกียร์โด้ ที่เจ็บยาวคนเดียว นอกจากนั้นไม่มีปัญหาอะไรรบกวนเพิ่มเติม

    แกนหลักขาประจำอย่าง อดัม เว็บสเตอร์, ลูอิส ดังค์, ดาวี พร็อปเปอร์, แอรอน มอย, โซลลี่ มาร์ช, นีล โมเปย์ และ เลอันโดร ตรอสซาร์ ยังพร้อมช่วยทีมเหมือนเดิม

    มิเกล อาร์เตต้า กุนซืออาร์เซน่อล พาทีมรีสตาร์ทได้สุดหดหู่ หลังบุกไปโดนแมนฯ ซิตี้ ถล่มเละ 3-0 แถมเหลือแค่ 10 คนด้วย  

    แถมสภาพทีมก็มีปัญหาเพียบ โดยเฉพาะเกมรับ เมื่อที่แน่ๆ อาร์เตต้าจะไม่มี ดาวิด ลุยซ์ ที่ติดโทษแบน 1 นัด หลังโดนไล่ออก รวมไปถึง ปาโบล มารี ที่เจ็บข้อเท้ามาจากเกมล่าสุด อาการค่อนข้างหนักและส่อพักยาว 

    ส่วน กรานิต ชาคา ที่เจ็บข้อเท้าเพิ่มมาด้วยเช่นกัน ยังต้องรอทดสอบความฟิต รวมไปถึง โซคราติส ปาปาสตาโธปูลอส ที่ไม่สมบูรณ์อยู่ก่อนแล้ว

    แต่ในรายของ เมซุต โอซิล ที่หลุดจากทีมไปดื้อๆ ก็ไม่ชัวร์ว่าจะได้คัมแบ็กหรือไม่

นักเตะที่คาดว่าจะลงสนาม
   
    ไบรท์ตัน (4-3-3) : แม็ทธิว ไรอัน – มาร์ติน มอนโตย่า, อดัม เว็บสเตอร์, ลูอิส ดังค์, แดน เบิร์น – อีฟส์ บิสซูม่า, ดาวี พร็อปเปอร์, แอรอน มอย – โซลลี่ มาร์ช, นีล โมเปย์, เลอันโดร ตรอสซาร์
    ผู้จัดการทีม : เกรแฮม พ็อตเตอร์

    อาร์เซน่อล (4-3-2-1) : แบร์นด์ เลโน่ – เอคตอร์ เบเยริน, ชโคดราน มุสตาฟี่, โซตราคิส ปาปาสตาโธปูลอส, คีแรน เทียร์นี่ย์ – โจ วิลล็อค, มัตเตโอ เก็นดูซี่, ดานี่ เซบายอส – บูกาโย่ ซาก้า, ปิแอร์-เอเมริค โอบาเมย็อง – เอ็ดเวิร์ด เอ็นเคเทียห์
    ผู้จัดการทีม : มิเกล อาร์เตต้า 

    ผู้ตัดสิน : พอล เทียร์นี่ย์

 

ผลการพบกันที่ผ่านมา 
วัน/เดือน/ปี    รายการ    ผลการแข่งขัน
06/12/19    พรีเมียร์ลีก    อาร์เซน่อล    1 – 2 ไบรท์ตัน
05/05/19    พรีเมียร์ลีก    อาร์เซน่อล    1 – 1 ไบรท์ตัน
27/12/18    พรีเมียร์ลีก    ไบรท์ตัน    1 – 1อาร์เซน่อล
04/03/18    พรีเมียร์ลีก    ไบรท์ตัน    2 – 1อาร์เซน่อล
01/10/17    พรีเมียร์ลีก    อาร์เซน่อล    2 – 0ไบรท์ตัน
25/01/15    เอฟเอ คัพ    ไบรท์ตัน    2 – 3อาร์เซน่อล
26/01/13    เอฟเอ คัพ    ไบรท์ตัน    2 – 3อาร์เซน่อล

ผลงาน 5 นัดหลังสุด
ไบรท์ตัน
07/03/20    เสมอ วูล์ฟแฮมป์ตัน 0-0 (เยือน) พรีเมียร์ลีก
29/02/20    แพ้ คริสตัล พาเลซ 0-1 (เหย้า) พรีเมียร์ลีก
22/02/20    เสมอ เชฟฯ ยูไนเต็ด 1-1 (เยือน) พรีเมียร์ลีก
09/02/20    เสมอ วัตฟอร์ด 1-1 (เหย้า) พรีเมียร์ลีก
01/02/20    เสมอ เวสต์แฮม 3-3 (เยือน) พรีเมียร์ลีก

อาร์เซน่อล
17/06/20    แพ้ แมนฯ ซิตี้ 0-3 (เยือน) พรีเมียร์ลีก
07/03/20    ชนะ เวสต์แฮม 1-0 (เหย้า) พรีเมียร์ลีก
02/03/20    ชนะ พอร์ทสมัธ 2-0 (เยือน) เอฟเอ คัพ
27/02/20    แพ้ โอลิมเปียกอส 0-1 (ต่อเวลาแพ้ 1-2)
(เหย้า) ยูโรปา ลีก
23/02/20    ชนะ เอฟเวอร์ตัน 3-2 (เหย้า) พรีเมียร์ลีก

ถึงกับหลั่งน้ำตา! “คล็อปป์” พูดไม่ออกหลังลิเวอร์พูลซิวแชมป์พรีเมียร์ลีก

น้ำตาของบอส… เจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือ ลิเวอร์พูล ปลื้มจนพูดไม่ออก หลัง "หงส์แดง" การันตีแชมป์ พรีเมียร์ลีก ซีซั่นนี้เรียบร้อย พร้อมชมลูกทีมและสต๊าฟฟ์โค้ชที่ทุ่มเททำงานเป็นอย่างดีมาตลอด

    เจอร์เก้น คล็อปป์ ผู้จัดการทีม ลิเวอร์พูล ยอมรับทั้งน้ำตาว่า เป็นความรู้สึกที่แทบบรรยายออกมาเป็นคำพูดไม่ได้ หลังจากที่ "หงส์แดง" การันตีตำแหน่งแชมป์ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ประจำฤดูกาล 2019/20 เรียบร้อย จากการที่ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ทีมรองจ่าฝูง พลาดท่าบุกไปแพ้ เชลซี 1-2 เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 25 มิถุนายน ที่ผ่านมา

   การปราชัยนัดนี้ของ "เรือใบสีฟ้า" ทำให้พวกเขายังคงมีคะแนนอยู่ที่ 63 แต้ม จากการลงแข่ง 31 นัด ตามหลัง ลิเวอร์พูล ทีมจ่าฝูง ถึง 23 แต้ม ซึ่งกับโปรแกรม 7 เกมที่เหลือ (เก็บเต็มที่ได้แค่ 21 แต้ม) ทำให้เป็นที่แน่นอนแล้วว่า พวกเขาไม่สามารถโกยคะแนนไล่ ลิเวอร์พูล ทัน และเท่ากับเป็นการยืนยันว่า ตำแหน่งแชมป์ พรีเมียร์ลีก ฤดูกาลนี้ตกเป็นของ "หงส์แดง" เรียบร้อย ซึ่งถือเป็นการยุติการรอคอยแชมป์ลีกไว้ที่ 30 ปี

    "ผมพูดไม่ออกเลย มันเป็นอะไรที่เหลือเชื่อมาก ผมแทบไม่คิดเลยว่ามันจะเป็นไปได้ การคว้าแชมป์กับสโมสรแห่งนี้มันเป็นอะไรที่สุดยอดจริงๆ ผมรู้ด้วยว่า เคนนี่ คอยให้กำลังใจเรามากแค่ไหน แชมป์นี้เพื่อคุณด้วยนะ เคนนี่ เราต้องรอคอยมานานถึง 30 ปี"

"แชมป์นี้เพื่อนายด้วย สตีวี่ (สตีเว่น เจอร์ราร์ด) ซึ่งนายเองก็รอคอยมานานเช่นกัน มันง่ายสำหรับผมที่จะคอยกระตุ้นทีม เพราะด้วยประวัติศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ของเรา มันเป็นอะไรที่เหลือเชื่อจริงๆ"

    "มันเป็นความตึงเครียดที่กินเวลาร่วมๆ 95-100 นาที (เกมที่ ซิตี้ แพ้ เชลซี) ซึ่งจริงๆ แล้วผมก็ไม่อยากจะมีส่วนร่วมด้วยหรอก มันเป็นความสำเร็จที่สุดยอดจริงๆ สำหรับบรรดานักเตะของผม สิ่งที่พวกเขาทำมาตลอดช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา มันเป็นอะไรที่สุดยอดมาก ซึ่งก็ถือเป็นความสุขสำหรับผมที่ได้โค้ชพวกเขา นี่คือช่วงเวลาที่ยอดเยี่ยมจริงๆ"

    "ส่วนทีมสต๊าฟฟ์โค้ชของผม สิ่งที่พวกเขาทำมาตลอด ผมไม่สามารถภูมิใจพวกเขาไปมากกว่านี้อีกแล้ว นับตั้งแต่วันแรกที่ผมเข้ามาอยู่ที่นี่ มันถือเป็นการเดินทางที่น่าตื่นตาตื่นใจ และมันก็ยังไม่จบอยู่แค่นี้ สำหรับคืนนี้เรามีความสุขให้เต็มที่กับความสำเร็จ มันเป็นอะไรที่ยิ่งกว่าที่เราฝันเอาไว้" ยอดกุนซือชาวเยอรมันวัย 53 ปี กล่าว