เสียเท่าไหร่?สื่อแจงรายละเอียดแมนยูยืดสัญญายืมอิกาโล่

หลังจากที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ประสบความสำเร็จในการยืดสัญญาการยืมตัว โอเดียน อิกาโล่ แล้วนั้น ล่าสุดทั้ง เดลี่ เมล, เดอะ มิร์เรอร์ และ เดอะ ซัน 3 สื่อของอังกฤษก็แฉว่า "ปีศาจแดง" ต้องเสียค่าใช้จ่ายจากดีลนี้รวม 10.5 ล้านปอนด์ โดยในจำนวนนั้นเป็นค่ายืมตัว 6 ล้านปอนด์
    แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด สโมสรชั้นนำของศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ต้องจ่ายเงินเป็นจำนวนรวม 10.5 ล้านปอนด์ (ประมาณ 420 ล้านบาท) สำหรับการยืดระยะเวลาสัญญาการยืมตัว โอเดียน อิกาโล่ กองหน้าชาวไนจีเรียของ เซี่ยงไฮ้ กรีนแลนด์ เสิ่นหัว ตามรายงานของทั้ง เดลี่ เมล, เดอะ มิร์เรอร์ และ เดอะ ซัน 3 สื่อชื่อดังของเมืองผู้ดี

    เดิมทีสัญญาการยืมตัว อิกาโล่ ของ แมนฯ ยูไนเต็ด หมดลงไปเมื่อวันอาทิตย์ที่ 31 พฤษภาคม ที่ผ่านมา แต่จากการที่ดาวเตะวัย 30 ปีทำผลงานได้น่าประทับใจ และซีซั่น 2019-20 ยังไม่จบลงตามที่เคยคิดกันเอาไว้ ทำให้ "ปีศาจแดง" พยายามที่จะยืดระยะเวลาสัญญาการยืมตัวของเขามาโดยตลอด ก่อนที่จะสมหวังในที่สุด โดยพวกเขาประกาศเมื่อวันจันทร์ที่ 1 มิถุนายน ที่ผ่านมาตอนนี้สัญญาการยืมตัวของ อิกาโล่ มีผลไปจนถึงวันที่ 31 มกราคม ปีหน้าแล้ว แต่ก็ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเรื่องค่าใช้จ่ายจากดีลนี้เลย

    สำหรับเงิน 10.5 ล้านปอนด์ที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ต้องจ่ายในดีลนี้นั้น แบ่งเป็นค่ายืมตัวจำนวน 6 ล้านปอนด์ (ประมาณ 240 ล้านบาท) และการช่วย เสิ่นหัว จ่ายค่าเหนื่อยของ อิกาโล่ เป็นจำนวน 130,000 ปอนด์ (ประมาณ 5.20 ล้านบาท) ต่อสัปดาห์ หลังจากเดิมที อิกาโล่ รับค่าเหนื่อยจากทีมของจีนสูงถึงสัปดาห์ละ 300,000 ปอนด์ (ประมาณ 12 ล้านบาท) โดยในสัญญาฉบับนี้นั้น แมนฯ ยูไนเต็ด ไม่มีเงื่อนไขที่จะซื้อขาดอดีตหัวหอก วัตฟอร์ด แต่อย่างใด

    ทั้งนี้ เป็นที่เชื่อว่าหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ แมนฯ ยูไนเต็ด สามารถทำข้อตกลงนี้กับ เสิ่นหัว ได้นั้น เป็นเพราะตอนนี้ลีกสูงสุดของประเทศจีนยังไม่ได้กำหนดวันที่จะเตะซีซั่น 2020 กันเลย แถมเมื่อสัปดาห์ก่อนจีน ยังมีการแจ้งให้เหล่าคนต่างชาติรู้ด้วยว่าพวกเขาจะไม่ได้รับวีซ่าให้เดินทางกลับเข้าประเทศจนกว่าจะถึงเดือนตุลาคมนี้ นั่นหมายความว่าต่อให้ อิกาโล่ ไม่ได้ยืดสัญญาการยืมตัวกับ แมนฯ ยูไนเต็ด เขาก็จะยังไม่ได้ลงเล่นให้ เสิ่นหัว ในอนาคตอันใกล้อยู่ดี

โอกาสลงน้อย? ดีลแวร์เนอร์จะนำไปสู่จุดจบของแทมมี่กับเชลซีหรือไม่

เชลซี จ่อที่จะปาดหน้า ลิเวอร์พูล เพื่อปิดดีลคว้าตัว ติโม แวร์เนอร์ ด้วยการจ่ายค่าฉีกสัญญา 60 ล้านยูโร (ประมาณ 2,100 ล้านบาท) ถือเป็นการเสริมทัพที่น่าจับตามองเป็นอย่างมากและค่าตัวระดับนี้มันหมายความว่า แวร์เนอร์ จะเข้ามายึดตำแหน่งตัวจริงอย่างแน่นอน ดังนั้นกองหน้าที่มีอยู่ในตอนนี้อย่าง แทมมี่ อับราฮัม ก็มีโอกาสสูงที่จะต้องหลุดเป็นตัวสำรอง ดังนั้นการเข้ามาของศูนย์หน้าไลป์ซิกคนนี้จะกลายเป็นจุดจบของ แทมมี่ อับราฮัม ในถิ่นเชลซีหรือไม่?

    ถือเป็นเรื่องน่าเสียดายอยู่เหมือนกันหาก แทมมี่ อับราฮัม ต้องตกเป็นตัวสำรองเนื่องจากเจ้าตัวกำลังอยู่ในช่วงพัฒนาอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะในฤดูกาลนี้ที่สามารถระเบิดฟอร์มกับเชลซี แต่นั่นอาจจะยังไม่ดีพอสำหรับ แฟร้งค์ แลมพาร์ด ที่ต้องการให้ทีมพัฒนาก้าวกระโดดซึ่งสำหรับ แทมมี่ อาจจะต้องรอให้เขาเก็บประสบการณ์เพิ่มอีกสักสองสามปีแต่กับ แวร์เนอร์ นั้นก็เรียกได้ว่าพร้อมใช้งานได้เลย

    มีโอกาสที่ แฟร้งค์ แลมพาร์ด จะปรับ แวร์เนอร์ มาเล่นริมเส้นอยู่เหมือนกันเนื่องจากศูนย์หน้าไลป์ซิกมักจะได้รับบทบาทเป็น False9 (ฟอลส์ไนน์) ขยับตัวเองไปอยู่ในตำแหน่งด้ายข้างบ่อยๆ ซึ่งนี่อาจจะถือเป็นเรื่องดีสำหรับ แทมมี่ ที่มีโอกาสจะได้ลงเป็นกองหน้าต่อไป แลมพาร์ด มีโอกาสจะใช้ระบบ 4-3-3 หรือ 3-4-1-2 ซึ่งเป็นแผนที่กุนซือเชลซีใช้ในฤดูกาลนี้

 

    อย่างไรก็ตาม ตำแหน่งที่จะดึงศักยภาพของ แวร์เนอร์ ออกมาได้ดีที่สุดก็ต้องเป็นกองหน้าตัวกลาง นั่นทำให้ สตีฟ นิโคล อดีตกองหลัง “หงส์แดง” เชื่อว่าการมาของ ติโม แวร์เนอร์ เป็นเรื่องน่ากังวลสำหรับอนาคตของ แทมมี่ อับราฮัม ในถิ่นสแตมฟอร์ด บริดจ์

        “ผมไม่เชื่อว่า แฟร้งค์ แลมพาร์ด และเชลซี จะเปลี่ยนวิธีการเล่น และคุณต้องบอกว่าการเซ็นสัญญา แวร์เนอร์ จะเป็นจุดจบของ แทมมี่ อบราฮัม ผมเชื่อว่า แฟร้งค์ คงบอกกับ แวร์เนอร์ ว่าเขาจะสร้างทีมโดยมีเขาเป็นจุดศูนย์กลาง คุณคงไม่สร้างทีมจากผู้เล่นริมเส้นหรอก"

        “คุณต้องสร้างทีมจากกระดูกสันหลังของทีมนั่นหมายความว่ามันเป็นปัญหากับ แทมมี่ อบราฮัม เสียแล้ว อย่างไรก็ตามการเซ็นแวร์เนอร์ก็ถือเป็นการเดินหมากที่ถูกต้องของ แฟร้งค์ เพราะว่าเขาพยายามที่จะพาเชลซีขยับจากการลุ้นท็อปโฟร์ขึ้นไปลุ้นแชมป์”

เปรียบเทียบ แทมมี่ อับราฮัม vs ติโม แวร์เนอร์

 

ประวัติ

    เป็นเรื่องปกติที่นักเตะดาวรุ่งจะถูกส่งไปเก็บประสบการณ์กับทีมอื่นซึ่ง แทมมี่ อับราฮัม ก็เป็นหนึ่งในนั้นโดยเขาเคยไปค้าแข้งมาแล้วกับทั้ง บริสตอล ซิตี้, สวอนซี ซิตี้ และแอสตัน วิลล่า ในช่วงระหว่างปี 2016 ถึง 2019 โดยในช่วงนั้นศูนย์หน้าดาวรุ่งทีมชาติอังกฤษลงเล่นไปทั้งหมด 128  นัดซึ่งส่วนใหญ่เกิดขึ้นในลีกแชมเปี้ยนชิพ

    ในขณะที่ ติโม แวร์เนอร์ ค้าแข้งอยู่ในบุนเดสลีกา เขาเป็นเด็กปั้นจาก สตุ๊ตการ์ท ก่อนถูกดันขึ้นมาชุดใหญ่และค้าแข้งกับทีม 3 ปี แวร์เนอร์ ซัดประตูให้ทีมไปทั้งหมด 14 ลูกและ 11 แอสซิสต์จากการลงเล่น 103 นัด แม้จะไม่ได้มากมายนักแต่การลงเล่นสม่ำเสมอทำให้ ไลป์ซิก ตัดสินใจซื้อตัวมาในปี 2016

การยิงประตู

    แวร์เนอร์ ยิงประตูในอคาเดมี่ของสตุ๊ตการ์ทและทีมชุดใหญ่รวมกันทั้งหมด 58 ประตู ก่อนจะมาบวกประตูเพิ่มที่ ไลป์ซิก อีกถึง 92 ลูกเลยทีเดียว โดยเฉพาะในฤดูกาลนี้ถือเป็นฤดูกาลที่เขาสุดยอดมากๆหลังซัดไปทั้งหมด 31 ประตูจากการลงเล่น 40 นัดในทุกรายการ

 

    ขณะที่ แทมมี่ อับราฮัม ฤดูกาลนี้ยิงทั้งหมด 15 ประตูในทุกรายการ ทว่าประตูล่าสุดก็ต้องย้อนกลับไปในกลางเดือนธันวาคม แม้ว่าเจ้าตัวจะเจออาการบาดเจ็บข้อเท้าเล่นงานอยู่บ่อยครั้งแต่ก็ต้องยอมรับว่าเขายังยืนระยะยาวทั้งซีซั่นไม่ได้เนื่องจากช่วงหลังมานี้ก็ฟอร์มตกลงอย่างเห็นได้ชัด แต่อย่าลืมว่าเจ้าตัวเพิ่งจะอายุ 23 ปีเท่านั้น แถมหากนับประตูที่เขายิงมาได้ในการค้าแข้งทั้งหมดก็สอยตาข่ายไปแล้ว 66 ลูก

การแอสซิสต์

    แน่นอนว่า แวร์เนอร์ มีจำนวนการแอสซิสต์มากกว่า แทมมี่ อบราฮัม ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการขยับออกไปเล่นริมเส้นบ่อยครั้ง โดยเขาทำแอสซิสต์ทั้งหมด 50 ครั้งใน 257 นัดที่ลงเล่น ขณะที่ฤดูกาลนี้ก็ทำแอสซิสต์ทั้งหมด 7 ครั้งในลีก อย่างไรก็ตามส่วนใหญ่การแอสซิสต์ของเขามาจากการลงเล่นเป็นศูนย์หน้าตัวกลาง

    ส่วน อับราฮัม ทำได้ทั้งหมด 18 แอสซิสต์จากการลงเล่น 165 นัดนับตั้งแต่เซ็นสัญญาเป็นนักฟุตบอลอาชีพ ส่วนฤดูกาลนี้ยังทำแค่ 4 แอสซิสต์ แม้ว่าบางครั้งเพื่อนร่วมทีมจะพลาดโอกาสทองทำให้ แทมมี่ อดได้แอสซิสต์ แต่นี่ก็ถือเป็นสิ่งที่ต้องปรับปรุงหากหวังจะเบียดตัวจริงจาก แวร์เนอร์ ให้ได้

ความสามารถอื่นๆ

 

    แลมพาร์ด และโรมัน อับราโมวิช ยอมที่จะจ่ายค่าฉีกสัญญา 54 ล้านปอนด์โดยไม่ต้องคิด ส่วนหนึ่งเป็นเพราะ แวร์เนอร์ มีความเด็ดขาดในพื้นที่สุดท้าย

    นี่เป็นสิ่งที่แลมพาร์ดบ่นมาตลอดทั้งฤดูกาลนี้ว่าทีมขาดความน่าเกรงขามในพื้นที่สุดท้าย และการมีแวร์เนอร์จะช่วยเข้ามาเปลี่ยนโอกาสเหล่านี้ให้เป็นประตูมากขึ้นในเขตโทษและรอบเขตโทษ

    ในขณะที่ แทมมี่ อับราฮัม ดูเหมือนจะมีพัฒนาการไม่ได้ก้าวกระโดดเหมือนกับ แวร์เนอร์ ฤดูกาลนี้มีคำถามเกิดขึ้นในหัวของแฟนเชลซีอยู่หลายเกมว่า แทมมี่ เหมาะสมจะเป็นกองหน้าตัวความหวังของทีมหรือไม่ เนื่องจากเขาพลาดโอกาสทองอยู่หลายครั้ง

ลิเวอร์พูลได้นักเตะเป้าหมายใหม่-บ่อนชูเต็ง1

สื่ออังกฤษ เปิดตัวเป้าหมายเสริมทัพของ เจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือ ลิเวอร์พูล ขณะที่ร้านพูลดันให้ "หงส์แดง" เป็นเต็ง 1 ได้ตัว แต่ค่าตัวอาจสูงถึง 3 พันล้านบาทเลยทีเดียว
     ลิเวอร์พูล เตรียมเดินหน้าคว้าตัว อดาม่า ตราโอเร่ ปีกความเร็วสูงของ วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ส คู่แข่งร่วมศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ มาเสริมทัพหลังจบฤดูกาลนี้ ตามรายงานจาก เดอะ มิร์เรอร์ สื่อเมืองผู้ดี เมื่อวันอาทิตย์ที่ 7 มิถุนายน ที่ผ่านมา

    ตราโอเร่ วัย 24 ปี กลายเป็นเป้าหมายเสริมทัพของ เจอร์เก้น คล็อปป์ ผู้จัดการทีม "หงส์แดง" หลังเลิกสน ติโม แวร์เนอร์ กองหน้า แอร์เบ ไลป์ซิก ที่มีข่าว เชลซี เตรียมดึงเข้าถิ่น สแตมฟอร์ด บริดจ์ ด้วยค่าตัว 53 ล้านปอนด์ (ประมาณ 2,120 ล้านบาท) อย่างไรก็ตาม วูล์ฟส์ ต้องการได้ค่าตัวปีกตัวจี๊ดไม่ต่ำกว่า 75 ล้านปอนด์ (ประมาณ 3,000 ล้านบาท) เลยทีเดียว

    ฤดูกาลนี้ ตราโอเร่ โชว์ฟอร์มได้อย่างโดดเด่น โดยทำไปแล้ว 6 ประตู กับ 10 แอสซิสต์ จากการลงเล่นให้ทัพ "หมาป่า" รวมทุกรายการ 43 นัด และเคยสร้างความปั่นป่วนให้กับแนวรับของ ลิเวอร์พูล จน คล็อปป์ ถึงกับเอ่ยปากชมว่า "เขาเป็นนักเตะที่เล่นด้วยไม่ได้แล้วในเวลานี้ มันไม่น่าเชื่อจริงๆ เขาเป็นสุดยอดนักเตะ มันไม่ได้มีแค่เขา แต่สำหรับเขาแล้วช่างยอดเยี่ยมจริงๆ"

    ขณะที่ เบตวิคเตอร์ บริษัทรับพนันที่ถูกกฎหมายของอังกฤษ ยกให้ ลิเวอร์พูล เป็นเต็ง 1 ที่จะได้ ตราโอเร่ ไปร่วมทีม โดยมีอัตราต่อรองอยู่ที่ 4/1 (แทง 1 จ่าย 4 ไม่รวมทุน) ขณะที่ บาร์เซโลน่า, เรอัล มาดริด และ แมนฯ ซิตี้ เป็นเต็ง 2 ร่วม ราคา 6/1 (แทง 1 จ่าย 6 ไม่รวมทุน)
 
อัตราต่อรองต้นสังกัดใหม่ของ ตราโอเร่

1. ลิเวอร์พูล    4/1
2. บาร์เซโลน่า    6/1
2. แมนฯ ซิตี้     6/1
2. เรอัล มาดริด    6/1
5. อาร์เซน่อล    8/1
6. เชลซี        12/1
6. แมนฯ ยูไนเต็ด    12/1

สื่อเบียร์แฉ! “ซานโซ่” มีเหตุผลแหกล็อกดาวน์กลับอังกฤษ

บิลด์ สื่อดังในเยอรมนี รายงาน เจดอน ซานโช่ ปีกตัวจิ๊ด แหกกฎล็อกดาวน์ขึ้นเครื่องกลับอังกฤษ ทั้งๆ ที่ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ไม่อนุญาต โดยงานนี้มีความเป็นไปได้ว่านักเตะอาจจะกลับไปบ้านเกิดเพื่อพูดคุยเกี่ยวกับความคืบหน้าเรื่องย้ายไปเล่นให้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด
           เจดอน ซานโช่ ปีกตัวเก่ง โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ สโมสรในศึกบุนเดสลีกา เยอรมนี มีโอกาสโดนผู้บริหาร "เสือเหลือง" ลงโทษ หลังจากมีรายงานว่าเจ้าตัวเดินทางกลับไปประเทศอังกฤษ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากต้นสังกัดในช่วงระหว่างล็อกดาวน์

          ดาวเตะทีมชาติอังกฤษ กับเพื่อนร่วมทีม 5 คนได้แก่ ราฟาแอล เกอร์เรยโร่, ธอร์ก็อง อาซาร์, มานูเอล อคานยี่, อั๊กเซล วิตเซล และ ดาน-อั๊กเซล ซากาดู เพิ่งจะแหกกฎมาตรการจากรัฐบาล หลังจากจ้าง นาน่า คาร์คารี่ ช่างตัดผมชื่อดังมาตัดผมให้กับพวกเขาถึงบ้าน แถมยังไม่ได้ใส่หน้ากากอนามัยด้วย

          สำหรับในกรณีที่เมินกฎล็อกดาวน์เดินทางกลับไปยังดินแดนผู้ดี ทำให้เกิดกระแสข่าวลือพัดโหมกระหน่ำเกี่ยวกับอนาคตของ ซานโช่ โดย บิลด์ สื่อดังในประเทศเยอรมนี รายงานว่า อดีตเด็กปั้น "เรือใบสีฟ้า" แมนเชสเตอร์ ซิตี้ กระทำการเรื่องนี้ทั้งๆ ที่ต้นสังกัดไม่อนุญาต

          ทั้งนี้ ยังไม่มีใครทราบเหตุผลที่ ซานโช่ เดินทางกลับอังกฤษ แต่มีความเป็นไปได้ว่า ดาวเตะวัย 20 ปี อาจจะเดินทางเพื่อไปเจรจากับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เรื่องความเป็นไปได้ในการย้ายทีม โดยในช่วงที่ผ่านมาสื่อหลายสำนึกรายงานไปในทิศทางเดียวกันว่านักเตะได้ตกลงเงื่อนไขส่วนตัวกับ "ผีแดง" ได้แล้ว และจะย้ายมาอยู่ในโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ด้วยค่าตัว 100 ล้านปอนด์ (ราว 3,800 ล้านบาท) ในช่วงซัมเมอร์นี้

ใครว่าบ้าก็ไม่แคร์!คล็อปป์พร้อมแห่ฉลองแชมป์ซีซั่นหน้า

เจอร์เก้น คล็อปป์ เผยว่า ลิเวอร์พูล อาจต้องรอฉลองพาเหรดแชมป์ พรีเมียร์ลีก ไปจนถึงซีซั่นหน้า หลังโดนข้อจำกัดจากวิกฤติโคโรน่าไวรัสระบาดในช่วงนี้

    ลิเวอร์พูล ใกล้ยุติการรอคอยแชมป์ลีกสูงสุดในรอบ 30 ปี โดยทีมของ เจอร์เก้น คล็อปป์ ขอชัยชนะอีกเพียง 2 เกมจาก 9 นัดที่เหลือในฤดูกาลนี้ ก็จะการันตีโทรฟี่ทันที

    โดยเกมพรีเมียร์ลีกที่จะกลับมาแข่งใหม่นั้น จะเล่นแบบปิดสนามเริ่มวันที่ 17 มิถุนายน นั่นหมายความว่าบรรดาแฟนบอล’หงส์แดง’ จะไม่ได้รับอนุญาตเข้ามาร่วมฉลองใน แอนฟิลด์ อีกทั้งอาจยังโดนห้ามไม่ให้ร่วมฉลองความสำเร็จในตัวเมือง

    นายใหญ่เลือดด๊อยช์ท เผยถึงเรื่องนี้ยอมรับว่าถ้าจะให้รอฉลองกับแฟน ๆ ซีซั่นหน้าตนก็ยอมรับได้ไม่มีปัญหา "คุณไม่สามารถฉลองได้ในแบบที่คุณฝันมาตลอด มันดูไม่ใช่เรื่องที่ดีนัก ซึ่งผมก็เข้าใจเรื่องนั้นได้ดีนะ" คล็อปป์ เผยกับ สกาย เยอรมนี

    "ผมก็รู้สึกเหมือนกันแหละ การฉลองแชมป์แบบเหงา ๆ ในสนามแล้วก็กลับบ้านมันไม่ใช่เรื่องในอุดมคติเลย"

    "เมื่อคุณคิดแบบนั้นมันไม่ใช่เลยจริง ๆ แต่ถึงอย่างไรตอนนี้มันก็ไม่สามารถเปลี่ยนอะไรได้ แล้วทำไมเราจะต้องนำเรื่องที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้มาให้เป็นเรื่องทำไมกันล่ะ?"

    "เมื่อถึงวันหนึ่งที่เรากลับมาใช้ชีวิตแบบปกติได้ เมื่อใครสักคนคิดค้นวัคซีนได้ขึ้นมา ตอนที่ใครสักคนเจอทางแก้ปัญหาได้ หรือเมื่อไหร่ที่อัตราการระบาดมันเป็นศูนย์หรือต่ำลง วันนั้นแหละมันก็จะมาถึง แล้วเราก็จะได้ฉลองในแบบที่เราต้องการ"

    "หากมันจะเกิดขึ้นในช่วง 12 หรือ 13 นัดแรกของฤดูกาลหน้า แล้วเรายังอยากจะฉลอง ถามหน่อยใครกันจะมาหยุดพวกเราได้ล่ะ? ตอนนั้นเราก็มีถ้วยแชมป์แล้ว ซึ่งเราก็จะยืนอยู่บนรถบัสแห่ชูโทรฟี่ไปทั่วเมือง ใครจะหาว่าบ้าก็ตามเถอะ เอาจริง ๆ ผมไม่แคร์เลย"

    "ไม่ต้องถามหรอกว่า พอถึงตอนนั้นจะยังเป็นการฉลองที่พิเศษไหม? มันแปลกก็จริงอยู่ แต่มันเป็นความแปลกที่ยอดเยี่ยมที่สุด"

สื่อดังเผยเป้าหมายแมนยูเบอร์1 ไม่ใช่ ซานโช่

เดอะ มิร์เรอร์ สื่อดังจากประเทศอังกฤษ เผยว่า แจ็ก กรีลิช คือเป้าหมายแรกของ แมนฯ ยูไนเต็ด ในช่วงซัมเมอร์นี้ เหนือกว่า เจดอน ซานโช่ ที่ตกเป็นข่าวมาโดยตลอด

    แจ็ก กรีลิช กัปตันทีม แอสตัน วิลล่า และ เจดอน ซานโช่ ปีกความเร็วสูงของ โบรุสเซียร์ ดอร์ทมุนด์ ตกเป็นข่าวกับ แมนฯ ยูไนเต็ด อย่างหนัก แต่ล่าสุด เดอะ มิร์เรอร์ รายงานว่า กรีลิช เป็นเป้าหมายเบอร์หนึ่งของ ‘ปีศาจแดง’ หลังจากที่รายหลังถูกตั้งค่าตัวไว้สูงถึง 100 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 4,000 ล้านบาท

    ยูไนเต็ด เชื่อว่าด้วยการที่ กรีลิช สามารถเล่นได้หลายบทบาทจะทำให้เป็นประโยชน์ต่อทีมของ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ที่จะก้าวขึ้นไปลุ้นแชมป์ หลังเจ้าตัวทำผลงานได้อย่างน่าประทับใจในถิ่น วิลล่า พาร์ค ในซีซั่นนี้

    โดยสื่อดังกล่าว ระบุว่า ผู้ใหญ่ระดับสูงของ ‘ปีศาจแดง’ เชื่อว่าเงิน 80 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 3,200 ล้านบาท ก็จะเพียงพอให้ วิลล่า ยอมปล่อยตัว กรีลิช ออกมา

    ทั้งนี้ มิร์เรอร์ ยังเผยว่า สาเหตุที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ยอมถอยในดีลของ ซานโช่ ก็เพราะว่าทาง ดอร์ทมุนด์ จะไม่ยอมปล่อยตัวออกไปหากได้ค่าตัวต่ำกว่า 100 ล้านปอนด์

เลสเตอร์ รออยู่ !! เบรนแดน ร็อดเจอร์ส เผย ตามจีบ คูตินโญ่ มาตั้งแต่อายุ 14

     เบรนแดน ร็อดเจอร์ส กุนซือใหญ่ เลสเตอร์ ซิตี้ ออกมาเปิดเผยว่า เขาเริ่มสนใจในตัว คูตินโญ่ มาตั้งแต่อายุ 14 ปี และพยายามตามจีบมาตลอด ตั้งแต่เขายังเป็นโค้ชเยาวชนให้กับ เชลซี แต่สุดท้ายก็มาได้ร่วมงานกันที่ ลิเวอร์พูล จากรายงานของ mirror.co.uk เมื่อ 2 มิถุนายน 2563

        ย้อนกลับไปตอนที่ บีร็อด ยังทำงานเป็นโค้ชเยาวชนให้กับ เชลซี เขาก็ได้ไปถูกตาต้องใจเด็กบราซิลรายหนึ่ง ซึ่งก็คือ คูตินโญ่ นั่นเอง โดย นายใหญ่เลสเตอร์ ก็พยายามตามจีบมาตลอดจนเจ้าตัวอายุ 19 ปี แต่ว่า คูตี้ อยากย้ายไป อินเตอร์ มากกว่า ก่อนที่สุดท้ายแล้วทั้งคู่จะได้มาร่วมงานกันที่ ลิเวอร์พูล

        เบรนแดน ร็อดเจอร์ส กล่าวว่า "บอกตรง ๆ เลยว่า ผมรู้จัก คูตินโญ่ มาตั้งแต่ตอนที่เขาอายุ 14 ปี และตอนนั้นผมยังเป็นโค้ชให้กับ เชลซี อยู่ เราพยายามที่จะเซ็นสัญญากับเขาเรื่อย ๆ นะ แต่ทุกอย่างไม่เกิดขึ้น"

        "พอเขาอายุได้ 19 ปี เราก็พยายามกันอีกรอบ แต่เขาเลือกแล้วว่าอยากไปอยู่ อินเตอร์ มิลาน แล้วผมเองก็เลือกไปทำงานตามสายงานของผมเช่นกัน ก่อนที่เราจะมาบรรจบกันที่ ลิเวอร์พูล"

        "ก่อนหน้านั้นผมเคยได้ยินบางคนพูดว่า คูตี้ ไม่สามารถเล่นใน พรีเมียร์ลีก ได้ แต่ดูผลงานที่เขาทำไว้กับ ลิเวอร์พูล สิ เราไม่น่ามีอะไรข้องใจอีกแล้ว"

        ทั้งนี้ เลสเตอร์ ของ บีร็อด เองก็เป็นหนึ่งในสโมสรที่ให้ความสนใจในตัวของ คูตินโญ่ อยู่เช่นเดียวกับ เชลซี, สเปอร์ส และอาร์เซนอล ซึ่งมันก็มีความเป็นไปได้ที่ตัวนักเตะอาจจะเลือกกลับไปทำงานกับนายเก่าที่รู้มือกัน

แนวรุกบุกมันส์! จัด 11 ตัวจริงเชลซีฤดูกาลหน้าหลังจ่อได้แวร์เนอร์

ปฏิบัติการปาดหน้า "หงส์แดง" คว้าตัว ติโม แวร์เนอร์ ของ "สิงห์บลูส์" ใกล้จะเสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อยหลัง เชลซี บรรลุข้อตกลงในการฉีกสัญญาด้วยมูลค่า 60 ล้านยูโร ฤดูกาลนี้ศูนย์หน้าไลป์ซิกวัย 24 ปีถล่มตาข่ายไปแล้วถึง 31 ประตูในทุกรายการ นี่ถือเป็นการเสริมทัพของ แฟร้งค์ แลมพาร์ด ที่น่ากลัวเลยทีเดียว และในเมื่อพวกเขากำลังจะมีกองหน้าคนใหม่ เราจึงลองมาจัดแผนเชลซีในฤดูกาล 2020/21 กันว่าจะโหดถึงพริกถึงขิงมากแค่ไหน
ผู้รักษาประตู

    แม้จะมีข่าวลือว่า แฟร้งค์ แลมพาร์ด ไม่ปลื้มกับฟอร์มของ เกปา อาร์รีซาบาลาก้า หลังทำผลงานได้ไม่ดีนักจนถูกดร็อปเป็นตัวสำรองอยู่พักหนึ่ง แต่ช่วงก่อนหยุดการแข่งขันเจ้าตัวก็เรียกความมั่นใจกลับมาและโชว์ฟอร์มดีต่อเนื่องทำให้ได้รับความไว้วางใจจาก แลมพาร์ด อีกครั้ง เชื่อว่าเขาจะได้ไปต่อกัมทีมนี้ในฤดูกาลหน้าแน่นอน

แนวรับ

    ฤดูกาลนี้เชลซีสลับใช้แผนการเล่นระหว่างเซนเตอร์ 3 คนและ 4 คนอยู่บ่อยครั้ง หากแฟร้งค์ แลมพาร์ด ต้องการเลือกใช้ปราการหลัง 4 คน ตำแหน่งเซนเตอร์แบ็กที่คาดว่าจะเป็นตัวจริงแน่นอนคือ อันโตนิโอ รือดิเกอร์ และคู่หูของเขาก็ต้องเลือกระหว่าง คูร์ท ซูม่า และฟิคาโย่ โทโมรี่

    ส่วนกัปตันทีม เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า จะกลับมาประจำการทางตำแหน่งแบ็กแต่อาจต้องโยกมาเล่นทางแบ็กซ้ายเนื่องจาก รีซ เจมส์ กำลังทำผลงานได้ดี

    หาก แลมพาร์ด จะปรับมาเล่นเซนเตอร์แบ็ก 3 คน เขาน่าจะเลือกใช้ อัซปิลิกวยต้า เล่นพร้อมกับ รือดิเกอร์ และที่ว่างอีกหนึ่งที่คงต้องต่อสู้กันระหว่าง ซูม่า, โทโมริ และ อันเดรียส คริสเตนเซ่น ส่วนในตำแหน่งวิงแบ็ก ถ้าเป็นฝั่งซ้ายจะตกเป็น มาร์กอส อลอนโซ่ ซึ่งช่วงก่อนล็อกดาวน์ก็ยึดตัวจริงต่อเนื่อง ขณะที่วิงแบ็กฝั่งขวา รีซ เจมส์ จะรับหน้าที่นี้

มิดฟิลด์

    ฤดูกาลนี้เชลซีประสบปัญหาผู้เล่นในแดนกลางบาดเจ็บบ่อยครั้ง แต่ถ้ามิดฟิลด์ทุกคนฟิตเต็มร้อยและพร้อมใช้งานเชื่อว่าในระบบมิดฟิลด์สามคนจะตกเป็นของ จอร์จินโญ่, เอ็นโกโล่ ก็องเต้ และมาเตโอ โควาซิช   

    อย่างไรก็ตามมีข่าวลือหนาหูว่า จอร์จินโญ่ อาจจะกลับไปเล่นที่อิตาลีอีกครั้งเพื่อร่วมงานกับเจ้านายคู่บุญอย่าง เมาริซิโอ ซาร์รี่ ซึ่งถ้าเกิดขึ้นจริง เชลซี อาจจะมีการเสริมแดนกลาง

    หรืออีกอ็อพชั่นหนึ่งคือปรับมาใช้ เมสัน เมานท์ ลงเล่นกองกลางตัวรุกในระบบ 4-2-3-1 และมี ก็องเต้ และมาเตโอ โควาซิช ยืนเป็นมิดฟิลด์ หรือใช้บริการของ ซีเย็ค และเมสัน เมาทน์ ลงเล่นพร้อมกันในตำแหน่งตัวรุกในระบบ 3-4-2-1 โดยมี รอส บาร์คลีย์ และรูเบน ลอฟตัส-ชีค เป็นแบ็กอัพในม้านั่งสำรอง

แนวรุก

    ข่าวหลายสำนักรายงานตรงกันว่า เชลซี กำลังจะได้ตัวกองหน้าไลป์ซิกอย่าง ติโม แวร์เนอร์ ซึ่งแน่นอนว่าเขาต้องมายึดตัวจริงในตำแหน่งกองหน้า พร้อมกับมี แทมมี่ อบราฮัม เป็นแบ็กอัพในม้านั่งสำรอง

    ส่วนแนวรุกริมเส้นเนื่องจาก เปโดร โรดริเกซ และวิลเลี่ยน เตรียมออกจากสโมสรหลังหมดสัญญาหลังจบฤดูกาลนี้ ตำแหน่งปีกขวาจะว่างลง ดังนั้น ฮาคิม ซีเย็ค ดาวเตะจากอาแจ็กซ์ที่เซ็นสัญญากับเชลซีเจะเข้ามายึดตัวจริง

    ขณะที่ริมเส้นฝั่งซ้ายคาดว่าจะเป็น คริสเตียน พูลิซิช โดยมี คัลลั่ม ฮัดสัน-โอดอย เป็นแบ็กคัพที่คอยเสียบได้ตลอดเมื่อผู้เล่นตัวจริงบาดเจ็บหรือฟอร์มแย่

ผังการเล่นระบบ 4-3-3

ผังการเล่นระบบ 4-2-3-1

ผังการเล่นระบบ 3-4-2-1

เต็มสูบ ! 5 ประเด็นหลัง ลิเวอร์พูล รวมตัวซ้อมที่แอนฟิลด์ครั้งแรก

การเห็นบรรดานักเตะลิเวอร์พูลกลับมารวมตัวฝึกซ้อมในสนามแอนฟิลด์ครั้งแรก และมีการซ้อมแบ่งทีมแบบ 11 ต่อ 11 ถือเป็นนิมิตรหมายที่ดีสำหรับสาวก "เดอะ ค็อป" เพราะนี่คือการเตรียมตัวแบบเต็มสูบของทีมเพื่อให้พร้อมสำหรับการกลับมาแข่งเกมลีกกันต่อในฤดูกาล 2019/2020
 หลังจากเหตุการณ์ไวรัสโควิด-19 ระบาดอย่างหนักจนทำให้เกมลูกหนังต้องหยุดชะงักชั่วคราว แต่ตอนนี้สถานการณ์ต่างๆ ค่อยๆ คลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น และทำให้แผน "โปรเจ็กต์ รีสตาร์ท" ค่อยๆ สมบูรณ์แบบ โดยล่าสุด พรีเมียร์ลีก อนุญาตให้ทุกๆ ทีมสามารถลงซ้อมแบบสัมผัสตัวกันได้เรียบร้อยแล้ว

 สำหรับการกลับมารวมตัวซ้อมแบบเต็มรูปแบบของ ลิเวอร์พูล แสดงให้เห็นสัญญาณในทางบวกที่น่าสนใจมากๆ โดยเฉพาะความมุ่งมั่นของนักเตะ "เดอะ เร้ดส์" ที่ใส่กันเต็มที่แม้ว่าจะเป็นเพียงแค่การซ้อม แต่พวกเขาแสดงให้เห็นถึงสภาพร่างกายที่ฟิตเปรี๊ยะ และสภาพจิตใจที่แข็งแกร่ง พร้อมสำหรับการไล่ล่าแชมป์ลีกสมัยแรกในรอบ 3 ทศวรรษ

1. ลงซ้อมแอนฟิลด์เต็มรูปแบบครั้งแรก

 บรรดาขุนพล "หงส์แดง" กลับมาร่วมตัวกันซ้อมตั้งแต่เมื่อกลางเดือนที่ผ่านมา หลังจากที่ "โปรเจ็กต์ รีสตาร์ท" ได้รับอนุมัติให้ทุกๆ สโมสรสามารถลงฝึกซ้อมได้  โดยจะซ้อมแบบแบ่งกลุ่ม แต่ละกลุ่มจะมีการซ้อมรวมกันไม่เกิน 5 คน และที่สำคัญทั้งหมดจะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขการเว้นระยะห่างทางสังคม รวมถึงปฏิบัติตามมาตรการที่กำหนดไว้อย่างเข้มงวด

 จากนั้นในช่วงปลายเดือนที่ผ่านมา พรีเมียร์ลีก อนุญาตให้ทำการซ้อมแบบสัมผัสโดนตัวกัน ทำให้ตอนนี้ทุกๆ ทีมมีการเตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่ เพื่อให้สภาพร่างกายฟิตสมบูรณ์เมื่อเกมลีกสูงสุดเมืองผู้ดี เริ่มเปิดฉากกลับมาแข่งขันกันใหม่อีกครั้ง ในวันที่ 17 มิถุนายนนี้ เป็นต้นไป

 งานนี้เหล่านักเตะ "เดอะ เร้ดส์" ต่างคึกคักกันสุดๆ โดยนักเตะทั้งทีมตัวจริง และสำรอง ต่างเดินทางมาลงฝึกซ้อมที่สนามแอนฟิลด์ เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ที่เกิดวิกฤติไวรัสโควิด-19 แพร่ระบาด จนเป็นเหตุให้เกมลูกหนังต้องหยุดชะงักชั่วคราวเกือบ 3 เดือน

 สำหรับการได้กลับมาฝึกซ้อมแบบเต็มรูปแบบอีกครั้งทำให้บรรดานักเตะต่างมีความสุขกันอย่างมาก ที่สำคัญดูเหมือนว่าการซ้อมครั้งนี้ราวกับแข่งขันจริงๆ เพราะทุกๆ คนมุ่งมั่นกันอย่างเต็มที่……อย่าลืมว่า ลิเวอร์พูล ต้องการชัยชนะ 2 จาก 9 เกมที่เหลืออยู่ก็เพียงพอที่จะเถลิงแชมป์ลีกที่รอคอยมานานถึง 30 ปีได้ซะที

2. ฟิตเปรี๊ยะไม่มีอาการอ่อนล้า

 ปกติแล้วการที่นักฟุตบอลร้างสนามไปนานๆ มีความเป็นไปได้ที่สนิมจะเกาะหน้าแข้ง แต่สำหรับขุนพลลิเวอร์พูล ไม่มีเรื่องดังกล่าวให้เห็นเลย พวกเขาลงซ้อมแบบเป็นทีม และนักเตะทุกคนก็วิ่งกันอย่างเต็มที่ ราวกับว่าเหมือนกำลังแข่งขันในแมตช์จริงๆ เลยทีเดียว

 ซาดิโอ มาเน่ โชว์ให้เห็นแล้วว่าการร้างสนามไปเกือบ 3 เดือนไม่ได้ส่งผลต่อสภาพความฟิต และความเฉียบคมของเขาเลย โดยสตาร์ชาวเซเนกัล โชว์ลีลาการกระชากลากเลื้อยอย่างเมามัน แถมยังยิงประตูได้ด้วยในการซ้อมครั้งนี้ ด้านสตาร์คนอื่นๆ ภายในทีมก็มีสภาพร่างกายที่สมบูรณ์

 งานนี้บอกเลยว่าทุกๆ คนแฮปปี้สุดๆ ที่ได้กลับมาซ้อมแบบเต็มรูปแบบ และได้สัมผัสกับหญ้าที่แสนเขียวขจีในถิ่นแอนฟิลด์ ที่สำคัญดูเหมือนว่าบรรดาแข้ง "หงส์แดง" ต่างมุ่งมั่นกันมากๆ เพราะนี่จะเป็นโอกาสที่พวกเขาจะได้โชว์เพลงแข้งอย่างเต็มที่ หลังล็อกดาวน์กันมานาน

 แน่นอนว่านี่คือสัญญาณที่ดีเยี่ยมที่บ่งบอกว่าสภาพจิตใจของพวกเขายังมุ่งมั่น และแข็งแกร่งมากขนาดไหน รวมทั้งการได้กลับมาร่วมฝึกซ้อม และอยู่ร่วมกันเพื่อช่วยทีมในช่วงที่เหลืออยู่ของซีซั่นนี้ เป็นสิ่งที่บรรดาแข้ง ลิเวอร์พูล เฝ้ารอมานานแล้ว

3. ใจดีขยายสัญญานิว บาลานซ์

 ในขณะที่นักเตะกลับลงฝึกซ้อมแบบเต็มรูปแบบ ซึ่งสร้างความประทับใจให้กับสาว "เดอะ ค็อป" ทั่วโลก แต่ยังมีเรื่องที่น่ายินดีอีกเรื่องอย่าง เมื่อ ลิเวอร์พูล ตัดสินใจขยายสัญญากับ "นิว บาลานซ์" บริษัทผลิตเครื่อกีฬาชึ้นนำจากประเทศสหรัฐอเมริกา ไปจนถึงวันที่ 31 กรกฎาคมนี้

 ตามสัญญาฉบับเดิม "นิว บาลานซ์" จะได้อยู่เป็นผู้ผลิตชุดแข่งให้ "หงส์แดง" จนถึงวันที่ 31 พฤษภาคม นั้นหมายความว่าตอนนี้พวกเขาจะไม่ได้ทำหน้าที่เป็นสปอนเซอร์หลักให้กับ "เดอะ เร้ดส์" อีกต่อไป และเป็น "ไนกี้" ที่จะเข้ามาสานต่องาน

 อย่างไรก็ตาม ด้วยการที่เกมลูกหนังต้องหยุดชะงักเนื่องจากปัญหาการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทำให้ "หงส์แดง" เห็นใจ "นิว บาลานซ์" อย่างมาก และเลือกที่จะเปิดฉากเจรจา 3 ฝ่ายได้แก่ สโมสร, ไนกี้ และ นิว บาลานซ์ เพื่อหาบทสรุปที่ลงตัว ซึ่งทั้งสามฝ่ายเห็นพ้องต้องการให้ขยายสัญญาออกไป และจะทำให้ นิว บาลานซ์ อยู่กับ ลิเวอร์พูล จนกระทั่งจบซีซั่น 2019/2020

 ก่อนหน้านี้ ลิเวอร์พูล ได้แสดงความเป็นมิตรไมตรีจิตที่ดีให้กับพาร์ทเนอร์ของพวกเขา ด้วยการยืนยันว่าจะให้บรรดาขุนพล "เดอะ เร้ดส์" สวมชุดแข่งของ "นิว บาลานซ์" หากพวกเขาผงาดคว้าแชมป์ลีกในซีซั่นนี้

4.  แสดงออกต่อต้านการเหยียดผิว

 หนึ่งในไฮไลท์สำคัญในการกลับมาซ้อมแบบเต็มรูปแบบที่แอนฟิลด์ครั้งแรกในรอบเกือบ 3 เดือน ก็คือการที่บรรดานักเตะลิเวอร์พูล แสดงการสนับสนุนการต่อต้านการเหยียดผิว  หลังเกิดเหตุการณ์ที่  จอร์จ ฟลอยด์ ชายผิวสีเชื้อสายแอฟริกัน-อเมริกัน เสียชีวิต เนื่องจากการใช้ความรุนแรงของเจ้าหน้าที่ตำรวจผิวขาวประจำเมืองมินเนียอาโปลิส รัฐมินเนโซต้า ประเทศสหรัฐอเมริกา

 เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความไม่พอใจให้กับผู้คนในสหรัฐอเมริกา และทั่วโลก จนถึงขั้นมีการประท้วงอย่างหนัก และมีการรณรงค์ในโครงการ "Black Lives Matter" หรือ "ชีวิตคนผิวสีก็มีความหมาย" เพื่อต่อต้านการเหยียดผิว โดยงานนี้สตาร์ลูกหนังหลายคนได้ออกมาเคลื่อนไหวกันอย่างต่อเนื่อง

 สำหรับ ลิเวอร์พูล ซึ่งตอนนี้มีคะแนนนำห่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ถึง 25 คะแนน เป็นสโมสรแรกในพรีเมียร์ลีก ที่แสดงการสนับสนุนโครงการ Black Lives Matter ด้วยการที่บรรดานักเตะนั่งคุกเข่าบริเวณวงกลมกลางสนามแอนฟิลด์ เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับ ฟลอยด์

 แน่นอนว่าเรื่องนี้กลายเป็นปัญหาคาราคาซังกันมานาน และการออกมาเคลื่อนไหวของ ลิเวอร์พูล ถือเป็นการแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนว่าพวกเขาต้องการให้ทุกๆ สังคมมีความเท่าเทียมกัน ไม่มีการแบ่งชั้นวรรณะ เชื้อชาติ และ สีผิว
  
5. คิดยังไงหลังซ้อมเต็มรูปแบบ

 สำหรับการฝึกซ้อมครั้งนี้ เจอร์เก้น คล็อปป์ ทำหน้าที่ควบคุมดูแลลูกทีมอย่างเต็มที่ เพื่อจะได้เห็นปฏิกิริยา และความทุ่มเทของนักเตะ อย่างไรก็ตามหลังจากที่ซ้อมเสร็จ นายใหญ่เลือดด๊อยท์ช เลือกที่จะให้ เปปิน ลินเดอร์ส มือขวาของเขาเป็นคนให้สัมภาษณ์กับสื่อ เกี่ยวกับการซ้อมแบบเต็มรูปแบบครั้งนี้

 "มันเป็นความรู้สึกที่น่าเหลือเชื่อที่ได้กลับมายังสนามที่ยิ่งใหญ่แห่งนี้ นี่คือบ้านของเรา แอนฟิลด์เป็นสนามที่เชื่อมโยงกับเราเป็นอันดับสองรองจากบ้านของเราเอง เราฝึกซ้อมตลอดทั้งสัปดาห์ด้วยความมุ่งมั่น และกระตือรือร้น เพื่อที่จะทำผลงานให้ดีที่สุด"

 "เราอยากให้นักเตะได้คุ้นชินกับการลงสนามโดยที่ไม่มีกองเชียร์ เรากลับมาแบบค่อยเป็นค่อยไป เพื่อกลับสู่แนวทางในการเล่นของเรา เรารู้ว่าเราต้องทำงานหนักในช่วงฝึกซ้อม และทุ่มเทอย่างเต็มที่เพื่อที่จะเรียกฟอร์มให้อยู่ในระดับเดียวกันที่เราเคยทำ"

 "วันนี้เป็นย่างก้าวที่สำคัญมากๆ ในการเดินมาถูกทิศ สิ่งแรกก็คือการคุ้นเคยกับกระบวนการต่างๆ ที่เกี่ยวกับเกม และเรื่องที่สองการให้นักเตะทุกคนได้มีเวลาในการลงสนาม และแข่งขันกันในสภาพแวดล้อมที่ใกล้เคียงกับส่งที่เราจะต้องเจอในอนาคต" ลินเดอร์ส ระบุ

ผีดอดคุยแข้งเบนฟิก้าฉายา’ไอ้ปลาหมึก’

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทีมดังแห่งพรีเมียร์ลีก ตกเป็นข่าวกำลังเจรจาคว้าตัว ฟลอเรนติโน่ หลุยส์ กองกลางดาวรุ่ง เบนฟิก้า เจ้าของฉายา "ไอ้ปลาหมึก"

 ฟลอเรนติโน่ หลุยส์ เป็นเด็กสร้างของ เบนฟิก้า โดยตรง อยู่กับทีมมาตั้งแต่ปี 2010 ก่อนก้าวขึ้นมาเป็นชุดใหญ่และกลายเป็นแกนหลักของทีมในช่วงครึ่งฤดูกาลหลังของฤดูกาลที่แล้ว

 อีเอสพีเอ็น รายงานว่า ตัวแทนของแข้งวัย 20 ปี เคยนัดพูดคุยกับ แมนฯ ยูไนเต็ด ตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา และทีมผีแดงก็เฝ้าติดตามดูผลงานของกองกลางดาวรุ่งรายนี้มาโดยตลอด

 เจ้าของฉายา "ไอ้ปลาหมึก" มีสัญญากับ เบนฟิก้า จนถึงปี 2024 มีค่าฉีกสัญญาที่ 52 ล้านปอนด์ ขณะที่ทีมดังของโปรตุเกสหวังจะจับต่อสัญญาระยะยาวออกไปอีกหลังกำลังเนื้อหอมสุดๆ ในเวลานี้

 สื่อมวลชนในโปรตุเกสมอบฉายาให้ ฟลอเรนติโน่ หลุยส์ ว่า "O Polvo" หรือ "The Octopus" (ปลาหมึกยักษ์) เนื่องจากความสามารถในการเก็บกวาดบอลในแดนกลางราวกับมีหนวดปลาหมึกรอบตัว