ฟาติ-เมสซี่คนละตุง! บาร์ซ่าไล่อัดบ๊วยเลกาเนส ทิ้งชุดขาว 5 แต้ม

ไอ้หนู อันซู ฟาติ และลิโอเนล เมสซี่ จัดการยิงคนละเม็ดพา บาร์เซโลน่า เปิดคัมป์นูไล่บดเอาชนะ เลกาเนส 2-0 เก็บสามแต้มพร้อมนำเป็นจ่าฝูงต่อไป โดยทิ้ง เรอัล มาดริด ที่มีคิวแข่งวันพฤหัสนี้เป็น 5 คะแนน ในศึก ลา ลีกา สเปน เมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมา
สนาม : คัมป์ นู

    ศึก ฟุตบอล ลา ลีกา สเปน นัดที่ 29 เมื่อคืนวันอังคารที่ 16 มิถุนายน ที่ผ่านมา "เจ้าบุญทุ่ม" ของนายใหญ่ กีเก้ เซเตียน ทีมจ่าฝูง ฟอร์มกำลังร้อนแรงมีแต้มเหนือ "ราชันชุดขาว" 2 คะแนนโดยเกมนี้มีการเปลี่ยนผู้เล่นถึง 5 ตำแหน่งจากนัด บุกชนะ มายอร์ก้า ส่วนข่าวดีได้ เกลม็อง ล็องเล่ต์ พ้นโทษแบนคืนตัวจริง

    ทางด้าน ฮาเวียร์ อากีร์เร่ กุนซือ เลกาเนส อาการแย่จมบ๊วยของตาราง ผลงานล่าสุดบุกพ่าย เรอัล บายาโดลิด การจัดทัพขาด ดิมิตริออส ซิโอวาส เซนเตอร์ฮาล์ฟกรีซ กับ ออสการ์ โรดริเกซ เพลย์เมกเกอร์ที่ติดโทษแบนพร้อมกัน

    เปิดฉากได้ 10 นาที เจ้าถิ่น บุกเพลินเกือบโดนหมัดสวนเป็น ฆาเบียร์ เอราโซ่ หลุดกับดักล้ำหน้าขึ้นมาทางฝั่งซ้ายบอลไปติดบล็อค ล็องเล่ต์ ลอยมาเข้าทาง โรเก้ เมซ่า โขกต่อให้ มิเกล เกร์เรโร่ ซัดผ่านมือ แทร์ ชเตเก้น ไปติดขาหลัง เกลม็อง ล็องเล่ต์ ตามมาเคลียร์ทิ้งจากบนเส้น

    2 นาทีต่อมา เลกาเนส พลาดโอกาสทองอีกครั้งเป็นลูกครอสทางซ้ายบอลมาเข้าหัว อูไน บุสตินซ่า โขกเสยเปลี่ยนทางไปเสาไกลให้ มิเกล เกร์เรโร่ สอดมาซัดคนเดียวผ่านหน้าปากประตูออกไปเหลือเชื่อ
   
    โอกาสลุ้นของ "เจ้าบุญทุ่ม" ต้องรอถึงนาทีที่ 30 อิวาน ราคิติช เปิดไปหน้าประตู อองตวน กรีซมันน์ วิ่งเข้ามาโขกแต่บอลก็ยังหลุดกรอบออกไป

    หลังบดมานาน นาที 42 บาร์เซโลน่า มาขึ้นนำ 1-0 จนได้ บอลจากเมสซี่ไหลออกซ้ายให้ จูเนียร์ ฟีร์โป้ ก่อนจังหวะสุดท้ายจะชนกับแข้งทีมเยือน ก่อนจะจิ้มเข้ากลางให้ อันซู ฟาติ ตะบันด้วยขวาลอดขา โรดรีโก้ ตาริน พุ่งผ่านมือ อีบัน ก้วยยาร์ เข้าประตูไป

    จบครึ่งแรก บาร์เซโลน่า ขึ้นนำ เลกาเนส 1-0

    ครึ่งหลัง นาที 53 กีเก้ เซเตียน นายใหญ่ของบาร์ซ่าเปลี่ยนสองคนรวดส่ง เนลสัน เซเมโด้ และหลุยส์ ซัวเรซ ลงมาแทน เซร์จี้ โรเบร์โต้ และอันซู ฟาติ

    อีกนาทีถัดมา โรเจอร์ อาสซาเล่ ตัวสำรองของ เลกาเนส ได้โอกาสตะบันนอกกรอบเต็มแรงแต่บอลยังไม่ผ่านมือ มาร์ก-อังเดร แทร์ ชเตเก้น

    นาที 64 เมสซี่ แทงบอลให้ เนลสัน เซเมโด้ หลุดเข้าไปปาดบอลมาหน้าประตูให้ อองตวน กรีซมันน์ วิ่งมาแปด้วยซ้ายเข้าไป แต่ผู้ตัดสินได้รับสัญญาณจากห้อง วีเออาร์ ว่าเป็นลูกล้ำหน้าของ เซเมโด้ ไปก่อน หลังภาพช้าจะชี้ให้เห็นว่าช่วงสตั๊ดเท้าของแบ็กชาวโปรตุกีสล้ำหน้าไปนิดเดียว
   
    กระนั้น อีก 3 นาทีต่อมา บาร์เซโลน่า มาได้ลูกที่จุดโทษ หลัง เมสซี่ โดน โฆนาตาน ซิลบา ทำฟาวล์ล้มลงในเขตโทษ ซึ่งผู้ตัดสินเป่าให้จุดโทษทันที ก่อนที่ เมสซี่ จะสังหารเข้าไปไม่พลาด

    นาที 80 อิวาน ราคิติช ได้ลองปั่นฟรีคิกเยื้องทางมุมธงทางด้านซ้าย แต่ห้องเครื่องชาวโครแอตดั่นปั่นเหินคานออกไปแบบหมดลุ้น

    จบเกม บาร์เซโลน่า เปิดบ้านเอาชนะ เลกาเนส 2-0 เก็บสามแต้ม นำจ่าฝูงลาลีกาต่อไป โดยมี 64 คะแนน ทิ้ง เรอัล มาดริด อันดับสอง 5 คะแนน แต่ราชันชุดขาวแข่งน้อยกว่าหนึ่งนัด ส่วน เลกาเนส หล่นไปอยู่บ๊วยของตารางมี 23 คะแนนต้องหนีตกชั้นต่อไป

    11 นักเตะที่ลงสนามตัวจริง

    บาร์เซโลน่า (4-3-3) : มาร์ก-อังเดร แทร์ ชเตเก้น – เซร์จี้ โรเบร์โต้, เคราร์ด ปีเก้, เกลม็อง ล็องเล่ต์, จูเนียร์ ฟีร์โป้ – อิวาน ราคิติช, เซร์คิโอ บุสเก็ตส์, อาร์ตู เมโล่ – ลิโอเนล เมสซี่, อันซู ฟาติ, อองตวน กรีซมันน์ 

    เลกาเนส (4-2-3-1) : อีบัน ก้วยยาร์ – อูไน บุสตินซ่า, โรดรีโก้ ตาริน, ชิโดซี่ อวาเซียม, โฆนาตาน ซิลบา – รูเบน เปเรซ, เรซีโอ – ไอตอร์ รุยบัล, ฆาเบียร์ เอราโซ่, โรเก้ เมซ่า – มิเกล เกร์เรโร่

ศึกชิงที่ 5!แมนยูจัดเต็มจับ “บรูโน่-ป็อกบา” ลงกระชากซัดนัดรับเชฟยู

"ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เตรียมส่ง บรูโน่ แฟร์นันด์ส กับ ปอล ป็อกบา ลงตัวจริงประสานคมล่าตาข่ายเกมรับ "ดาบคู่" เชฟฯ ยูไนเต็ด นัดนี้อาจเรียกได้ว่ามีอันดับที่ 5 ของตารางคะแนนเป็นเดิมพัน ในศึกฟุตบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ วันพุธที่ 24 มิ.ย. ศกนี้ ถ่ายทอดสด : True Premier (เวลา : 00.00 น.)
ปรีวิวฟุตบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ
วันพุธที่ 24 มิถุนายน 2563
แมนฯ ยูไนเต็ด (5)   –   เชฟฯ ยูไนเต็ด (8)
ถ่ายทอดสด : True Premier HD 1 (เวลา : 00.00 น.)

สนาม  : โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด

    โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ทำทีม ”ปีศาจแดง” ไม่แพ้ใครมาติดต่อกัน 12 นัดในทุกรายการแล้ว โดยเกมนัดรีสตาร์ตพวกเขาบุกไปไล่ตีเสมอ สเปอร์ส 1-1 ที่ ลอนดอน

    สภาพทีมของ แมนฯยูฯ เกือบสมบูรณ์เต็มร้อยเลย จะมีก็แค่การลุ้นความฟิตของ วิคตอร์ ลินเดเลิฟ ปราการหลังตัวกลางชาวสวีดิชเท่านั้น

    ทางด้าน ปอล ป็อกบา มีลุ้นที่จะกลับมาออกสตาร์ตเป็นตัวจริงในเกมนี้ด้วย หลังจากเกมกับ สเปอร์ส เป็นตัวสำรองที่ถูกเปลี่ยนลงไปในครึ่งชั่วโมงสุดท้าย

    คริส ไวลเดอร์ กุนซือ ”ดาบคู่” ทีมอันดับ 7 พาทีมแพ้ยับต่อ นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด 0-3 ในนัดรีสตาร์ต แต่นั่นเป็นเพราะว่าพวกเขาเหลือ 10 คนในช่วงต้นครึ่งหลังด้วย

    จอห์น เอแกน ปราการหลังตัวกลางที่โดนไล่ออกนัดดังกล่าวจากการโดนเหลือง-แดงจะติดโทษแบน 1 เกม ดังนั้น ฟิล จากีลก้า กองหลังจอมเก๋ามีลุ้นที่จะได้ลงเล่นแทน

    ในรายของ ดีน เฮนเดอร์สัน โกลมือ 1 ก็จะพลาดการลงสนามอีกราย เนื่องจากเจอกับ แมนฯยูไนเต็ด ทีมแม่ของตนเองที่ เชฟฯยูฯ ยืมมานั่นเอง ตำแหน่งนี้ ไซม่อน มัวร์ โกลมือ 2 จะลงทำหน้าที่แทน

    ทางด้าน แจ็ค โอคอนเนลล์ มิดฟิลด์ที่เจ็บเข่าก็ต้องลุ้นความฟิตกันก่อนโดยโอกาสอยู่ที่ 50-50 เท่านั้น

ผู้เล่นที่คาดว่าจะลงสนาม

    แมนฯยูไนเต็ด (4-2-3-1) : ดาบิด เด เคอา – อารอน วาน-บิสซาก้า, วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ, แฮร์รี่ แม็กไกวร์, ลุค ชอว์ – สกอตต์ แม็คโทมิเนย์, ปอล ป็อกบา – แดเนียล เจมส์, บรูโน่ แฟร์นันด์ส, มาร์คัส แรชฟอร์ด – อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล
    ผู้จัดการทีม : โอเล่ กุนนาร์ โซลชา

    เชฟฯ ยูไนเต็ด (3-5-2) : ไซม่อน มัวร์ – คริส บาแช่ม, ฟิล จากีลก้า, แจ็ค โรบินสัน – จอร์จ บัลด็อก, ซานเดอร์ เบิร์ก, โอลิเวอร์ นอร์วู้ด, จอห์น เฟล็ค, เอ็นดาร์ สตีเว่นส์ – โอลิเวอร์ แม็คเบอร์นี่, บิลลี่ ชาร์ป
    ผู้จัดการทีม : คริส ไวลเดอร์

    ผู้ตัดสิน : แอนโธนี่ เทย์เลอร์
 

ผลการพบกันที่ผ่านมา 
วัน/เดือน/ปี    รายการ    ผลการแข่งขัน
24/11/19        พรีเมียร์ ลีก     เชฟฯ ยูไนเต็ด เสมอ แมนฯ ยูไนเต็ด 3-3
10/01/16        เอฟเอ คัพ    แมนฯ ยูไนเต็ด ชนะ เชฟฯ ยูไนเต็ด 1-0
18/04/07        พรีเมียร์ ลีก    แมนฯ ยูไนเต็ด ชนะ เชฟฯ ยูไนเต็ด 2-0
18/11/06        พรีเมียร์ ลีก     เชฟฯ ยูไนเต็ด แพ้  แมนฯ ยูไนเต็ด 1-2
07/12/93        พรีเมียร์ ลีก     เชฟฯ ยูไนเต็ด แพ้  แมนฯ ยูไนเต็ด 0-3

ผลงาน 5 นัดหลังสุด
แมนฯ ยูไนเต็ด
19/06/20     เสมอ สเปอร์ส 1-1 (เยือน) พรีเมียร์ลีก
12/03/20    ชนะ แอลเอเอสเค 5-0 (เยือน) ยูโรปา ลีก
08/03/20    ชนะ แมนฯ ซิตี้ 2-0 (เหย้า) พรีเมียร์ลีก
05/03/20    ชนะ ดาร์บี้ 3-0 (เยือน) เอฟเอ คัพ
01/03/20    เสมอ เอฟเวอร์ตัน 1-1 (เยือน) พรีเมียร์ลีก
 

เชฟฯ ยูไนเต็ด
20/06/20    แพ้ นิวคาสเซิ่ล 0-3 (เยือน)     พรีเมียร์ลีก
17/06/20    เสมอ แอสตัน วิลล่า 0-0  (เยือน)     พรีเมียร์ลีก
07/03/20    ชนะ นอริช 1-0 (เหย้า)         พรีเมียร์ลีก
03/03/20    เสมอ เร้ดดิ้ง 1-1 (ต่อเวลาชนะ 2-1)(เยือน) เอฟเอ คัพ
22/02/20    เสมอ ไบรท์ตัน 1-1 (เหย้า)    พรีเมียร์ลีก

ฟาบินโญ่กินขาดแดนกลาง! ตัดเกรดแข้งลิเวอร์พูลเกมยำพาเลซ

ใกล้ตำแหน่งแชมป์ พรีเมียร์ลีก เข้าไปทุกทีแล้วสำหรับ "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล ที่ล่าสุดเก็บสามแต้มเพิ่มได้ตามคาด หลังเปิดรัง แอนฟิลด์ ไล่ถล่ม คริสตัล พาเลซ 4-0 เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา ซึ่งเกมนี้ลูกทีมของกุนซือ เจอร์เก้น คล็อปป์ สามารถยกระดับฟอร์มการเล่นขึ้นมาได้อย่างชัดเจน เมื่อเทียบกับเกมก่อนที่บุกไปเจ๊า เอฟเวอร์ตัน 0-0 และนี่คือผลสอบของนักเตะ ลิเวอร์พูล แต่ละคนในแมตช์นี้
11 ผู้เล่นตัวจริง
       
– อลีสซง เบ็คเกอร์ : 6

        ไม่ต้องออกแรงเซฟแม้แต่ครั้งเดียว

– เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ : 8

        เป็นคนช่วยคลายความกดดันให้กับทีม ด้วยลูกยิงฟรีคิกสุดสวยในประตูขึ้นนำ 1-0 แถมเกมนี้ยังขึ้นเติมเกมรุกได้อย่างอิสระด้วย

    – โจ โกเมซ : 6.5

        จริงๆ แล้วเกมนี้จัดการกับลูกโด่งได้ดี แต่มีพลาดหนึ่งครั้งช่วงครึ่งแรก ซึ่งทำให้ทีมเกือบเสียประตูเหมือนกัน

    – เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ : 7.5

        คุมแนวรับได้ดีตามมาตรฐาน ตัดบอลสวยๆ ให้เห็นหลายครั้ง แถมช่วงครึ่งแรกมีลุ้นทำประตูด้วย

    – แอนดี้ โรเบิร์ตสัน : 7.5

        ฟิตกลับมาลงสนามได้ และไม่ทำให้ใครผิดหวัง เกมรับอาจจะเจอบททดสอบไม่มาก แต่ช่วยได้มากในเกมรุก โดยเฉพาะการประสานงานกับ มาเน่ และสุดท้ายก็มีหนึ่งแอสซิสต์ จากจังหวะที่ผ่านบอลให้ ฟาบินโญ่ ส่องไกลเป็นประตู 3-0

    – ฟาบินโญ่ : 9

        ถือเป็นวันของ ฟาบินโญ่ อย่างแท้จริง เพราะนอกจากแอสซิสต์สุดแม่นให้ ซาลาห์ ยิงประตู 2-0 แถมยังซัดไกลเองอย่างสุดสวยเป็นประตู 3-0 แล้ว เกมนี้เจ้าตัวยังคุมแดนกลางได้อย่างสุดยอด ด้วยสถิติแท็กเกิ้ลชนะถึง 6 ครั้ง ซึ่งมากสุดในสนาม

    – จอร์แดน เฮนเดอร์สัน : 7

        ช่วยแดนกลางได้ดี แถมช่วงครึ่งแรกเกือบทำประตูได้ด้วย (ยิงชนเสา) แต่ด้วยการที่กล้ามเนื้อเริ่มล้า ทำให้ถูกเปลี่ยนตัวออกช่วงกลางครึ่งหลัง

    – จอร์จินโย่ ไวจ์นัลดุม : 7

        หากตัดเรื่องยิงทิ้งยิงขว้างทิ้งไป ถือเป็นเกมที่เล่นได้โอเคเลย

    – โมฮาเหม็ด ซาลาห์ : 8.5

        เป็นเกมที่น่าประทับใจสำหรับ ซาลาห์ เพราะนอกจากยิงประตูขึ้นนำ 2-0 ได้อย่างเฉียบขาดแล้ว ยังเป็นคนผ่านบอลสุดคมให้ มาเน่ หลุดเข้าไปยิงประตูปิดท้ายด้วย และเกมนี้ดูเหมือนเจ้าตัวเล่นได้อย่างมั่นใจทีเดียว

    – ซาดิโอ มาเน่ : 8

        ฟอร์มยังคงน่าประทับใจ สร้างความปั่นป่วนให้แนวรับทีมเยือนได้ตลอด และสุดท้ายมีชื่อเป็นคนทำประตู 4-0

    – โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ : 6.5

        จังหวะการเล่นยังไม่ค่อยได้ แต่อย่างน้อยมีส่วนขึ้นเกมในจังหวะได้ประตู 4-0   

สำรองที่ได้ลงเล่น

    – อเล็กซ์ อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน (แทน เฮนเดอร์สัน น. 64) : 6

        ไม่มีอะไรโดดเด่น

    – เนโก วิลเลี่ยมส์ (แทน อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ น. 74) : 7.5

        แม้มีเวลาอยู่ในสนามไม่มาก แต่ผลงานโดดเด่นเหลือเกิน ขยัน ทุ่มเท แถมมีโอกาสลุ้นทำประตูถึงสองครั้ง

    – ทาคูมิ มินามิโนะ (แทน ฟีร์มีโน่ น. 74) : 6

        ทำอะไรไม่ได้มาก แต่เกือบมีลุ้นทำประตูช่วงทดเจ็บ หากลูกเปิดของ ซาลาห์ มาถึง

    – ฮาร์วีย์ เอลเลียตต์ (แทน โรเบิร์ตสัน น. 84) : –

        ไม่สามารถให้คะแนนได้

    – นาบี เกอิต้า (แทน มาเน่ น. 84) : –

        ไม่สามารถให้คะแนนได้

ไม่หวังแค่ท็อปโฟร์! “โซลชา” มั่นใจแมนยูจบที่สาม

โอเล่ กุนนาร์ โซลชา กุนซือ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กร้าวตอนนี้ "ปีศาจแดง" ไม่ได้หวังแค่การติดท็อปโฟร์ พร้อมชมลูกทีมจบสกอร์เฉียบขาดในเกมอัด เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด 3-0
           โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ผู้จัดการทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แสดงความมั่นใจว่า ฤดูกาลนี้ "ปีศาจแดง" สามารถจบที่อันดับสามในศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ได้ หลังโชว์ฟอร์มดุ เปิดรัง โอลด์  แทร็ฟฟอร์ด ไล่ถล่ม เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด 3-0 เมื่อวันพุธที่ 24 มิถุนายน ที่ผ่านมา

           เกมนี้ อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล หัวหอกชาวฝรั่งเศส ทำแฮตทริก เหมากดคนเดียวสามประตูในนาทีที่ 7, 44 และ 74 ซึ่งชัยชนะนัดนี้ทำให้ แมนฯ ยูไนเต็ด ที่รั้งอันดับห้า มีคะแนนเพิ่มเป็น 49 แต้ม จากการลงแข่ง 31 นัด ตามหลัง เลสเตอร์ ซิตี้ ทีมอันดับสาม เหลือ 6 แต้ม ซึ่งกับโปรแกรม 7 เกมที่เหลือ โซลชา ประกาศชัดว่า ตอนนี้ทีมตนไม่ได้มองแค่การติดกลุ่มท็อปโฟร์แล้ว

          "ผมไม่เคยบอกว่าการจบที่อันดับสี่เป็นเป้าหมายของเรา เราอยากจบที่อันดับสาม และยังมีลุ้นแชมป์บอลถ้วยอีกสองรายการ (เอฟเอ คัพ และ ยูฟ่า ยูโรปา ลีก) ด้วย" กุนซือชาวนอร์วีเจี้ยนวัย 47 ปี กล่าว

           พร้อมกันนั้น โซลชา ยังกล่าวชมลูกทีมที่เกมนี้สร้างโอกาสได้เพียบ และจบสกอร์ได้เฉียบขาด "วันนี้เราสร้างโอกาสได้มากพอที่จะคว้าชัยชนะ และจบสกอร์ได้เฉียบขาดด้วย ขณะที่หลายๆ เกมที่ผ่านมา เราสร้างโอกาสได้มาก แต่จบกันคมเอง ดังนั้นเราจึงจำเป็นต้องจัดการกับโอกาสที่มีแบบนี้ให้ได้ เล่นให้ดุดัน และผ่านบอลจังหวะสุดท้ายให้ดี"

30 ปีที่รอคอย! เชลซีแกร่งเชือดแมนซิตี้10คนส่งลิเวอร์พูลเถลิงแชมป์

สิ้นสุดการรอคอยสำหรับเหล่าสาวก "เดอะ ค็อป" หลัง แฟร้งค์ แลมพาร์ด เปิดบ้านพา เชลซี เชือด แมนฯซิตี้ 10 คน 2-1 จากลูกยิงสุดสวยของ คริสเตียน พูลิซิช และลูกจุดโทษท้ายเกมของ วิลเลี่ยน เก็บเพิ่มเป็น 49 คะแนนทิ้งผีแดง 5 แต้มเท่าเดิมและส่งให้ ลิเวอร์พูล เถลิงแชมป์พรีเมียร์ลีกซีซั่นนี้เรียบร้อยในศึกฟุตบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ คืนวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา


สนาม :
สแตมฟอร์ด บริดจ์

     แฟร้งค์ แลมพาร์ด พาทีมสิง โตน้ำเงินคราม รีสตาร์ตด้วยการบุกไล่แซงชนะ แอสตัน วิลล่า 2-1 รั้งอันดับ 4 ของตารางแต่โดน "ผีแดง" ที่ลงเล่นไปก่อนทำแต้มจี้มาเหลือเพียง 2 คะแนนแล้ว

    ด้าน เป๊ป กวาร์ดิโอล่า พาทีม เรือใบสีฟ้า รีสตาร์ต 2 เกมได้สุดโหดด้วยการเปิดบ้านชนะอาร์เซน่อล 3-0 ตามด้วยถล่มเบิร์นลี่ย์อีก 5-0 ในเกมล่าสุด โดยเกมนี้หาก แมนฯซิตี้ ไม่สามารถเก็บ 3 คะแนนได้จะส่งให้ "หงส์แดง" คว้าแชมป์ทันที

    เปิดฉากครึ่งแรก 5 นาทีเป็น "เรือใบสีฟ้า" ทำได้ดีกว่าได้ทักทายจากจังหวะขึ้นทางซ้ายของ เควิน เดอ บรอยน์ จ่ายยัดเข้าเขตโทษให้ แบร์นาร์โด้ ซิลวา พักบอลก่อนตวัดด้วยซ้ายแต่โดนไม่ดีเบาเข้ามือ เกปา อาร์รีซาบาลาก้า

    3 นาทีต่อมา ทีมเยือน เร่งเครื่องต่อเป็นบอลทางฝั่งซ้ายของ ราฮีม สเตอร์ลิง ดึงจังหวะรอก่อนจ่ายต่อให้ แบ็งฌาแม็ง เมนดี้ วิ่งอ้อมมาเปิดยัดเข้าในไปติดขา เกปา อาร์รีซาบาลาก้า สกัดทิ้งออกมาได้

    นาทีที่ 13 โอกาสลุ้นครั้งแรกของ "สิงห์บลูส์" เป็นจังหวะสวนกลับของ คริสเตียน พูลิซิช ถ่ายออกขวาให้ เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า แทงช่องต่อให้ วิลเลี่ยน หลุดเข้าเขตโทษก่อนตวัดเข้าในไปติด อิลคายกุนโดกัน ตามมาทิ้งตัวสกัดได้ทัน

    ต่อมาอีก 2 นาที เชลซี เกือบเสียประตูเป็นความผิดพลาดของ เกปา อาร์รีซาบาลาก้า เปิดบอลไม่ดีไปเข้าทาง ริยาด มาห์เรซ โขกย้อนให้ แบร์นาร์โด้ ซิลวา ดีดบอลหวิดเข้าประตูยังดีที่ รือดิเกอร์ ตามมาซ้อนได้ทัน

    นาทีที่ 18 แมนฯซิตี้ พลาดโอกาสทองเป็นลูกฟรีคิกทางซ้ายของ  ริยาด มาห์เรซ ปั่นบอลมาเสาแรกให้ แฟร์นันดินโญ่ สลัดตัวประกบขึ้นโขกเปลี่ยนทางบอลเกือบเสียบใต้คานไปติดมือ เกปา อาร์รีซาบาลาก้า ผวาปัดทิ้งออกหลังไป

    ครึ่งทางของครึ่งแรก เชลซี เริ่มต่อเกมได้มากขึ้นได้เสียวอีกครั้งจากบอลครอสของ มาร์กอส อลอนโซ่ จ่ายเข้าเขตโทษไปติด เอมเมอริค ลาป๊อร์กต์ สกัดไม่ดีมาเข้าทาง รอสส์ บาร์คลี่ย์ หวดด้วยซ้ายก็ยังติดบล็อค แฟร์นันดินโญ่

    นาทีที่ 32 "สิงห์บลูส์" กระหน่ำชุดใหญ่เริ่มจากบอลทางซ้ายของ รอสส์ บาร์คลี่ย์ ปาดเข้าในให้ พูลิซิช ชาร์จไม่ดีแต่ยังไหลมาเข้าทางก่อนเปลี่ยนเข้าในให้ เมสัน เมาน์ท ทำชิ่งกับ ชิรูด์ หลุดไปซัดด้วยขวาบอลผ่านปากประตูย้อนมาถึง บาร์คลี่ย์ อัดอีกทีก็ยังติดบล็อคออกหลัง

    จังหวะต่อเนื่องเป็นลูกเตะมุมทางฝั่งซ้ายของ วิลเลี่ยน เปิดบอลมาตกใส่หัว อันเดรส คริสเตนเซ่น ขึ้นโหม่งคนเดียวไปติดเซฟ เอแดร์ซอน ควักทิ้งออกมาจากบนเส้น

    แต่แล้วนาทีที่ 36 เจ้าถิ่น มาทะยานออกนำจนได้จากลูกสวนกลับเป็นความผิดพลาดของ แบ็งฌาแม็ง เมนดี้ ไม่เข้าใจกับ กุนโดกัน แตะบอลไปเข้าทาง คริสเตียน พูลิซิช โซ่โล่คนเดี่ยวจากครึ่งสนามหลุดเข้าไปเอียงตัวซัดผ่านมือ เอแดร์ซอน ตุงตาข่ายสุดสวย

    นาทีที่ 38 "เรือใบสีฟ้า" เกือบตีเสมอทันควันจากลูกสูตรฟรีคิกของ เควิน เดอ บรอยน์ หลอกเขี่ยสั้นให้ ริยาด มาห์เรซ ตั้งป้อมปั่นด้วยซ้ายหลุดข้ามคานออกไปนิดเดียว
   
    หมดครึ่งเวลาแรก เชลซี 1 แมนฯซิตี้ 0

    ครึ่งหลังนาทีที่ 52 แมนฯซิตี้ โหมบุกเพื่อตามตีเสมอได้จังหวะยิงอีกครั้งจากลูกจ่ายของ แบร์นาร์โด้ ซิลวา แทงเข้าในให้ แบ็งฌาแม็ง เมนดี้ เติมมาใส่ด้วยซ้ายเหินข้ามคานออกไปไกล

    อีก 2 นาตีต่อมา "เรือใบสีฟ้า" ตามตีเสมอจนได้จากความผิดพลาดของ ก็องเต้ ไปเสียเหลี่ยมทำฟาวล์ มาห์เรซ ระยะอันตรายและเป็น เควิน เดอ บรอยน์ ปั่นฟรีคิกด้วยขวาบอลมุดผ่านมือ เกปา เสียบสามเหลี่ยมงามหยด

    นาที 57 ทีมเยือน เกือบแซงขึ้นนำจากจังหวะประสานงานจากหน้าปากประตูตัวเองก่อนเป็น เควิน เดอ บรอยน์ แทงช่องให้ ราฮีม สเตอร์ลิง หลุดเดี่ยวเข้าไปยกผ่าน เกปา โชคไม่ดีบอลไปชนเสา

    อีก 5 นาทีต่อมาคราวนี้เป็น เอแดร์ซอน พลาดบ้างออกบอลไปเข้าทาง เมสัน เมาน์ท กระชากเข้าเขตโทษก่อนตะบันด้วยซ้ายเข้าข้างหน้าต่าง

    นาทีที่ 70 ของเกมนี้เป็นของ คริสเตียน พูลิซิช ใช้ความเร็วเอาวิ่งสอดมาฉกบอลก่อน แฟร์นันดินโญ่ หลุดเข้าไปแตะหลบ เอแดร์ซอน หักหักข้อส่งบอลเข้าหาประตูแต่ ไคล์ วอล์คเกอร์ ตามมาทิ้งตัวหยุดบอลไว้ได้บนเส้นเหลือเชื่อ
   
    นาทีที่ 72 เชลซี ขึ้นนำอีกครั้งจากลูกจุดโทษของ วิลเลี่ยน เป็นจังหวะชุลมุนหน้าประตูเริ่มจาก วิลเลี่ยน หลุดเข้ามาปาดคืนให้ แทมมี่ อับราฮัม ซัดไปติดเซฟ เอแดร์ซอน บอลไหลไปเข้าทาง พูลิซิชตามซ้ำไม่ดีเด้งมาเข้าทาง อับราฮัม หวดอีกครั้งไปติด แฟร์นันดินโญ่ เจตนาใช้มือปัดบอลออกมา ผู้ตัดสินขอ เชควีเออาร์ ก่อนให้เป็นจุดโทษและให้ไปแดงไล่ แฟร์นันดินโญ่ ออกจากสนามไป

    ช่วงทดเจ็บนาทีที่ 90+3 "สิงห์บลูส์" เกือบได้ประตูปิดกล่องจากจังหวะหลุดทางซ้ายของ เปโดร โรดริเกซ ตัดเข้าในก่อนปั่นด้วยขวาไปติดปลายมือ เอแดร์ซอน หลุดเสาออกหลังนิดเดียว

    จบเกม เชลซี 2 แมนฯซิตี้ 1

รายชื่อนักเตะที่ลงสนามตัวจริง

    เชลซี (4-3-3) : เกปา อาร์รีซาบาลาก้า – เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า, อันเดรส คริสเตนเซ่น, อันโตนิโอ รือดิเกอร์, มาร์กอส อลอนโซ่ – รอสส์ บาร์คลี่ย์, เอ็นโกโล่ ก็องเต้, เมสัน เมาน์ท – วิลเลี่ยน, โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์,คริสเตียน พูลิซิช

ผู้จัดการทีม : แฟร้งค์ แลมพาร์ด

    แมนฯซิตี้ (4-3-3) : เอแดร์ซอน โมราเอส – ไคล์ วอล์คเกอร์, แฟร์นันดินโญ่, เอมเมอริค ลาป๊อร์กต์, แบ็งฌาแม็ง เมนดี้ – อิลคาย กุนโดกัน, โรดรี้, เควิน เดอ บรอยน์ – ริยาด มาห์เรซ, ราฮีม สเตอร์ลิง, แบร์นาร์โด้ ซิลวา

ผู้จัดการทีม : เป๊ป กวาร์ดิโอล่า

ผู้ตัดสิน : สจ๊วร์ต แอตเวลล์

ป็อกบาเรียกโทษ-บรูโน่ซัดเจ๊า! แมนยูชวดขึ้นที่4แค่บุกแบ่งแต้มสเปอร์ส

สตีเฟ่น เบิร์กไวจ์น แม้จะซัดให้เจ้าถิ่น สเปอร์ส ขึ้นนำไปก่อน แต่ครึ่งหลัง ปอล ป็อกบา ตัวสำรองลงมาเรียกจุดโทษก่อนที่ บรูโน่ แฟร์นันด์ส จะซัดให้ทีมบุกมาแบ่งแต้ม 1-1 โดย "ปีศาจแดง" ยังอยู่อันดับ 5 เหมือนเดิมมี 46 แต้มตามหลัง อันดับ 4 เชลซี สองคะแนน ส่วน "ไก่เดือยทอง" รั้งอันดับ 8 ศึกรีสตาร์ท พรีเมียร์ลีก อังกฤษ เมื่อคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา

สนาม : ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ สเตเดี้ยม

    "บิ๊กแมตช์" รีสตาร์ท พรีเมียร์ลีก เมื่อคืนวันศุกร์ที่ 19 มิ.ย. ที่ผ่านมา เจ้าบ้าน สเปอร์ส อันดับ 8 รับมือ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทีมอันดับ 5 ของตาราง เกมนี้หากลูกทีมของ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา บุกมาคว้าสามแต้มได้จะแซง เชลซี ขึ้นอันดับ 4 ทันที

    โชเซ่ มูรินโญ่ นายใหญ่ของทัพ "ไก่เดือยทอง" จัดแนวรุกอย่าง แฮร์รี่ เคน, สตีเว่น เบิร์กไวจ์น และซน ฮึง-มีน ขณะที่ "ปีศาจแดง" พัก ปอล ป็อกบา ไว้ข้างสนามส่ง บรูโน่ แฟร์นันด์ส ปั้นเกมโดยมี มาร์คัส แรชฟอร์ด และอ็องโตนี่ มาร์กซิยาล ล่าตาข่าย

    เริ่มครึ่งแรก นาที 13 สเปอร์ส ได้โอกาสส่องเข้ากรอบทักทายก่อนเลย จาก ซน ฮึง-มิน หวดด้วยขวานอกกรอบแต่บอลไม่แรงพอพุ่งไปเข้ามือ ดาบิด เด เคอา

    "ปีศาจแดง" ต้องรอถึง นาที 22 ถึงจะได้ส่องเข้ากรอบเป็นหนแรก หลัง บรูโน่ แฟร์นันด์ส เปิดบอลเข้ามา ดาวินซอน ซานเชซ สกัดบอลผิดเหลี่ยมไปเข้าทาง แรชฟอร์ด ยิงแบบไม่จับแต่บอลยังไปโดน อูโก้ โยริส เซฟออกมาได้

    ถัดมาไม่ถึงนาที ลุค ชอว์ ตัดบอลได้ก่อนหักเข้ากลางแล้วจิ้มให้ เฟร็ด ดึงเข้าซ้ายข้างถนัดแล้วซัดไปเสาไกลแต่บอลยังเบาไปเข้ามือ โยริส

    แต่กลายเป็นลูกทีมของ โชเซ่ มูรินโญ่ ได้เฮก่อน หลังซัดประตูขึ้นนำ 1-0 ในนาทีที่ 27 จากจังหวะที่ แซร์จ โอริเย่ร์ ตัดบอลขึ้นหน้าให้ สตีเฟ่น เบิร์กไวน์ ใช้สปีดและความแข็งแรงเบียดแนวรับผีแดงเข้าไปตะบันด้วยขวาบอลพุ่งแรงจน ดาบิด เด เคอา ปัดไม่อยู่ก่อนปลิ้นเข้าประตูไปอย่างเด็ดขาด

    นาที 31 สตีเว่น เบิร์กไวจ์น ครอสมาเสาแรก ซน ฮึง มิน ขึ้นโขกบอลพุ่งเกือบจะเป็นประตูอยู่แล้วแต่ เด เคอา ยังเหินปัดมือเดียวออกไป

    นาที 41 แดเนียล เจมส์ ต้องรับใบเหลืองเป็นคนแรกของเกม หลังตามไปเสียบข้างหลังใส่ เอริค ดายเออร์ อย่างน่าเกลียด

    ช่วงทดเจ็บครึ่งแรก นาที 45+2 ทีมเยือนเกือบได้ลุ้นตีเสมอ หลัง บรูโน่ แฟร์นันด์ส พาบอลขึ้นมาหน้ากรอบก่อนสับไกยิงกว่า 25 หลาบอลพุ่งติดไซด์ก้อยก่อนไปเข้าซอง อูโก้ โยริส ซึ่งหลังจากนั้นไม่กี่วินาที บรูโน่ จะมีอาการเจ็บแต่ยังลุกมาเล่นต่อได้

    จบครึ่งแรก สเปอร์ส ขึ้นนำ แมนฯยูไนเต็ด 1-0

    ครึ่งหลังยังไม่มีการเปลี่ยนตัว นาที 54 ฝั่งทีมเยือนเกือบได้ลุ้นตีเสมอ บรูโน่ แฟร์นันด์ส พาบอลขึ้นมาเองก่อนแทงให้ อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล ลากเข้าหน้ากรอบแล้วจ่ายออกขวาให้ บรูโน่ ที่เติมมาซัดด้วยขวาไปเสาไกลบอลพุ่งเฉียดเสาออกไปแบบได้ลุ้น

    นาที 63 โซลชา เปลี่ยนทีเดียวสองคน ส่ง ปอล ป็อกบา และเมสัน กรีนวู้ด ลงมาแทน เฟร็ด และแดเนี่ยล เจมส์

    เกมรุกของ "ผีแดง" ดูดีและมีมิติมากขึ้นมาเลย อีกสองนาทีถัดมา ป็อกบา จ่ายบอลเข้ากลางให้ บรูโน่ แฟร์นันด์ส ก่อนจะแทงทะลุให้ อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล กดด้วยขวาแต่ยังมี เอริค ดายเออร์ พุ่งมาบล็อคออกไปได้

    นาที 67 แมนฯยู พลาดโอกาสตีเสมออีกคราวนี้ ลุค ชอว์ ตะลุยขึ้นมาเองก่อนครอสเลียดไปหน้าประตูให้ อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล แต่งบอลเข้าซ้ายแล้วอัดเปรี้ยงไปตรงตัว อูโก้ โยริส เหินปัดออกไปหวุดหวิด

    เข้าสู่นาทีที่ 70 สเปอร์ส เปลี่ยนตัวบ้างส่ง โจวานนี่ โล เซลโซ่ และเก็ดสัน แฟร์นันด์ส ลงไปเล่นแทนสตีเฟ่น เบิร์กไวน์ และเอริค ลาเมล่า

     ขณะที่ "ปีศาจแดง" เปลี่ยนอีกสองคนเช่นกันส่งทั้ง โอเดียน อิกาโล่ และเนมานย่า มาติช ลงแทน วิคเตอร์ ลินเดอเลิฟ และอ็องโตนี่ มาร์กซิยาล

    นาที 81 แมนฯยูไนเต็ด มาได้ลูกที่จุดโทษหลัง ปอล ป็อกบา โชว์สเต็ปหลอกล่อ เอริค ดายเออร์ ก่อนที่สุดท้าย ดายเออร์ จะไปรวบข้างหลัง ผู้ตัดสิน โจนาธาน มอสส์ ชี้เป็นจุดโทษทันทีก่อนที่ บรูโน่ แฟร์นันด์ส จะยิงเข้าไปไม่พลาดให้ "ปีศาจแดง" ไล่ตีเสมอ 1-1

    ท้ายเกม นาที 88 สเปอร์ส มาได้ลูกฟรีคิกกว่า 25 หลาหน้ากรอบ ทว่า แฮร์รี่ เคน ยิงไม่ดีไปติดกำแพง

    ช่วงเวลาที่เหลือไม่มีประตูเพิ่มเติม จบเกม สเปอร์ส เสมอกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 1-1 แบ่งแต้มกันไปทีมละหนึ่งคะแนน

    รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม

        สเปอร์ส (4-2-3-1) : อูโก้ โยริส – แซร์ช โอริเย่ร์, เอริค ดายเออร์, ดาวินซอน ซานเชซ, เบน เดวิส – แฮร์รี่ วิงค์ส, มูสซ่า ซิสโซโก้ – สตีเฟ่น เบิร์กไวน์, เอริก ลาเมล่า, ซน ฮึง-มิน – แฮร์รี่ เคน

        ผู้จัดการทีม : โชเซ่ มูรินโญ่

        แมนฯ ยูไนเต็ด (4-2-3-1) : ดาบิด เด เคอา – อารอน วาน-บิสซาก้า, วิคเตอร์ ลินเดอเลิฟ, แฮร์รี่ แม็กไกวร์, ลุค ชอว์ – สกอตต์ แม็คโทมิเนย์, เฟร็ด – แดเนียล เจมส์, บรูโน่ แฟร์นันด์ส, มาร์คัส แรชฟอร์ด – อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล

มีกลิ่น?ฮาแวร์ทซ์ส่งสัญญาณสนซบ1ทีมอังกฤษ

ไค ฮาแวร์ทซ์ มิดฟิลด์ เลเวอร์คูเซ่น จุดประเด็นร้อนว่าสนใจจะมาซบ เชลซี หลังจากไปกด "ถูกใจ" ข้อความที่อยากให้ "สิงโตน้ำเงินคราม" ประกาศเซ็นสัญญากับเขา หลังจากที่เจ้าตัวตกเป็นข่าวกับ เชลซี อย่างหนักในช่วงที่ผ่านมา

    แอคเคาท์ ทวิตเตอร์ อย่างเป็นทางการของ ไค ฮาแวร์ทซ์ กองกลางดาวรุ่งของ ไบเออร์เลเวอร์ คูเซ่น สโมสรชั้นนำแห่งศึก บุนเดสลีกา เยอรมัน กด "ถูกใจ" ข้อความที่อยากให้ เชลซี เซ็นสัญญากับเขา

    หลังจากทำไป 20 ประตู กับอีก 7 แอสซิสต์ จากการลงเล่น 42 นัดในทุกรายการเมื่อฤดูกาล 2018-19 ฮาแวร์ทซ์ ก็ยังรักษามาตรฐานของตัวเองเอาไว้ได้ในซีซั่นนี้ด้วยการทำไปแล้ว 16 ประตู กับอีก 9 แอสซิสต์ จากการลงสนาม 40 นัดในทุกรายการ ซึ่งมันก็ทำให้เขาตกเป็นข่าวกับหลายทีมยักษ์ใหญ่ทั่วทวีปยุโรปในช่วงที่ผ่านมา อย่างเช่น เชลซี, ลิเวอร์พูล, แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, บาเยิร์น มิวนิค และ เรอัล มาดริด เป็นต้น แต่ทาง "สิงโตน้ำเงินคราม" ถูกยกให้เป็นตัวเต็งอันดับ 1 ที่จะได้ตัวเขาไปร่วมทัพ

    ทั้งนี้ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 18 มิถุนายน ที่ผ่านมา เชลซี ได้ประกาศว่าพวกเขาบรรลุข้อตกลงคว้าตัว ติโม แวร์เนอร์ กองหน้า แอร์เบ ไลป์ซิก มาร่วมทัพได้แล้ว โดยการประกาศมีทั้งบนเว็บไซต์ของสโมสร และ ทวิตเตอร์ ซึ่งในการประกาศบน ทวิตเตอร์ นั้น มันก็มีคนเข้าไปโพสต์แสดงความคิดเห็นกันหลายแบบ โดยหนึ่งในนั้นคือแอคเคาท์ของแฟนบอลชื่อ มาซูด คาริมิส ที่พิมพ์ว่า "ประกาศซิว ฮาแวร์ทซ์ ด้วยสิ"

    ในเวลาต่อมาหลายคนก็ต้องแปลกใจเมื่อแอคเคาท์ของ ฮาแวร์ทซ์ ไปกด "ถูกใจ" ข้อความนั้นด้วย จนทำให้บางคนเชื่อว่าดาวเตะชาวเยอรมันแย้มว่าสนใจที่จะไปอยู่กับ เชลซี อย่างเช่นการโพสต์ข้อความว่า "ฮาแวร์ทซ์ กดถูกใจโพสต์นี้ เขากำลังจะมาอยู่กับทีมจริงๆ แล้ว", "ที่จริง ฮาแวร์ทซ์ ไม่ใช่คนที่ชอบกดถูกใจทวีตหรือรูปอะไรมากมายเลย หรือที่เขากดถูกใจโพสต์นี้มันจะมีความหมายบางอย่าง ?!!!" เป็นต้น ขณะที่ คาริมิส ซึ่งเป็นเจ้าของโพสต์ที่ ฮาแวร์ทซ์ กดถูกใจนั้น โพสต์ในเวลาต่อมาว่า "เขากดถูกใจแค่ไม่กี่วินาทีหลังจากที่ผมแสดงความเห็นลงไป มันแปลว่าเขาต้องเปิดการแจ้งเตือนจากโพสต์ของ เชลซี อยู่แหงๆ เราเป็นทีมที่ยิ่งใหญ่ เรายิ่งใหญ่กันสุดๆ"

ฟานไดค์? แบร์นาร์ดเชื่อริชาร์ลิซอนไม่เคยกลัวใคร

แบร์นาร์ด ปีกชาวบราซิเลี่ยน ออกโรงให้การสนับสนุน ริชาร์ลิซอน ดาวเตะเพื่อนร่วมชาติ หลังรายหลังออกมาพูดถึง เฟอร์กิล ฟาน ไดค์ ว่าไม่ใช่กองหลังที่ดีที่สุดในโลก

    ริชาร์ลิซอน ดาวยิงของ เอฟเวอร์ตัน ให้สัมภาษณ์ถึง เฟอร์กิล ฟาน ไดค์ ยอดแนวรับของ ลิเวอร์พูล ว่าในมุมมองของตัวเอง ฟาน ไดค์ ไม่ได้ถึงขั้นเป็น 1 ใน 3 กองหลังที่เก่งที่สุดของโลก เพราะยังมี ติอาโก้ ซิลวา, มาร์กินญอส และ เซร์คิโอ รามอส ที่เก่งกว่า อีกทั้งยังกล่าวว่าตนเคยเลี้ยงผ่าน กองหลังชาวดัตช์มาได้แล้ว

    ทั้งคู่มีคิวลงเผชิญหน้ากันในศึก เมอร์ซี่ย์ ไซด์ คืนวันอาทิตย์นี้ ซึ่ง แบร์นาร์ด ปีกร่างเล็กของ ทอฟฟี่สีน้ำเงิน ออกมาให้การสนับสนุนเพื่อนร่วมทีมว่าจะทำได้อย่างที่พูดไว้

    "ริชี่(ริชาร์ลิซอน) เก่งพอที่จะเป็นจุดเปลี่ยนระหว่างเกม เขาเป็นผู้เล่นที่มีความมั่นใจมากในกรอบเขตโทษ"

    "เขาไม่มีความกลัว และไม่เกรงที่จะลุยเข้าหาคู่แข่ง ไม่ว่าจะอะไรก็ตาม สิ่งสำคัญสำหรับเขาคือการส่งบอลเข้าสู่ก้นตาข่าย"

    "นี่คือสิ่งที่ทำให้เขาเป็นคนแบบนี้ แบบที่เป็นผู้เล่นที่อันตรายมากในเขตโทษ"

2เหตุผลเชลซีมั่นใจพรากเฮนเดอร์สันจากแมนยู

สื่อผู้ดีเผย 2 เหตุผลทำไม เชลซี ถึงมั่นใจจะดึง ดีน เฮนเดอร์สัน มาจาก แมนฯ ยูไนเต็ด ได้แน่ หลังส่อแววปล่อย เกปา อาร์รีซาบาลาก้า ออกจากรัง สแตมฟอร์ด บริดจ์
     เชลซี มั่นใจว่า จะคว้า ดีน เฮนเดอร์สัน ผู้รักษาประตู แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ตอนนี้ปล่อยให้ เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด ยืมใช้งาน มาเฝ้าเสาที่ สแตมฟอร์ด บริดจ์ ในฤดูกาลหน้า ด้วยค่าตัว 50 ล้านปอนด์ (ประมาณ 2,000 ล้านบาท) ตามรายงานจาก ดิ เอ็กซ์เพรส สื่ออังกฤษ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 21 มิถุนายน ที่ผ่านมา

    เฮนเดอร์สัน วัย 23 ปี เป็นเด็กปั้นของ "ปีศาจแดง" แต่ที่ผ่านมาโดนปล่อยไปเล่นแบบยืมตัวเพื่อหาประสบการณ์หลายครั้ง และเจ้าตัวก็เริ่มแจ้งเกิดได้ตั้งแต่ตอนที่เล่นให้ เชฟฯ ยูไนเต็ด เมื่อซีซั่นที่แล้ว จากการที่พาทีมเลื่อนชั้น และฤดูกาลนี้ก็ยังโชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมจน "ดาบคู่" มีลุ้นไปเล่นฟุตบอลถ้วยยุโรป

    ขณะที่ เชลซี กำลังเดินหน้าเสริมทัพอย่างหนัก หลังได้ ฮาคิม ซิเย็ค กับ ติโม แวร์เนอร์ มาแล้ว 2 ราย และอาจขาย เกปา อาร์รีซาบาลาก้า ผู้รักษาประตูทีมชาติสเปน หากผลงานยังแย่ในช่วงที่เหลือของซีซั่น โดยถ้าปล่อยไปแล้วก็พร้อมดึง เฮนเดอร์สัน มาเฝ้าเสาแทนด้วยค่าตัว 50 ล้านปอนด์

    เชลซี มั่นใจว่า พวกตนมี 2 เหตุผลที่จะโน้มน้าวใจให้ เฮนเดอร์สัน ย้ายมาร่วมทีม โดยเหตุผลแรกคือ จะให้ลงเฝ้าเสาเป็นตัวจริงเลยในซีซั่นหน้า และเหตุผลที่สองคือ มั่นใจว่าทีมจะได้ไปเล่นในถ้วย ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก หลังเวลานี้รั้งอันดับ 4 และมีสิทธิ์หนี แมนฯ ยูไนเต็ด ไปเป็น 5 คะแนนหากบุกไปชนะ แอสตัน วิลล่า คืนวันอาทิตย์นี้

เบนเซม่าซัด! เรอัลมาดริดบุกเชือดโซเซียดาด แซงบาร์ซ่านำจ่าฝูง

   

เรอัล มาดริด บุกไปคว้าชัยเหนือ เรอัล โซเซียดาด ได้สำเร็จ 2-1 คว้าสามแต้มสำคัญส่งผลให้มีแต้มเท่ากับบาร์เซโลน่า 65 คะแนน แต่ "ราชันชุดขาว" เฮดทูเฮดเหนือกว่าทำให้รั้งเป็นจ่าฝูง ลา ลีกา เมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

สนาม : เรอาเล่ อารีน่า

    ศึก ลา ลีกา สเปน นัดที่ 30 เมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ 21 มิ.ย.ที่ผ่านมา เจ้าบ้าน เรอัล โซเซียดาด อันดับ 6 เปิดรังรับการมาเยือนของรองจ่าฝูง เรอัล มาดริด ซึ่งเกมนี้หากลูกทีมของ ซีดาน คว้าสามแต้มได้จะมี 65 คะแนนเท่ากับ บาร์เซโลน่า ทว่าเฮดทูเฮดดีกว่าจะแซงนำเป็นจ่าฝูงทันที

    อีมานอล อัลกวาซิล เทรนเนอร์เจ้าถิ่นส่ง มาร์ติน โอเดการ์ด ที่ยืมมาจาก "ราชันชุดขาว" ลงปั้นเกมโดยมี มิเกล โอยาซาบัล  และอเล็กซานเดอร์ อีซัค ล่าตาข่าย ส่วน เรอัล มาดริด ของซีเนดีน ซีดาน ส่ง ฮาเมส โรดริเกซ ประสานงานร่วมกับ คาริม เบนเซม่า และวินิซิอุส จูเนียร์

    ออกสตาร์ทครึ่งแรก มาได้แค่ 2 นาที "ราชันชุดขาว" เกือบได้ลุ้นขึ้นนำก่อนเลย หลัง เฟเด บัลเบร์เด้ หลุดเข้าไปถึงเส้นหลังก่อนตบมากลางประตูให้ วินิซิอุส จูเนียร์ ยิงด้วยขวาหลุดกรอบไป

    นาที 15 มาร์ติน โอเดการ์ด แข้งตัวยืมของชุดขาวได้ลุ้นบ้างเหมือนกัน หลังตะบันนอกกรอบแต่บอลยังหลุดกรอบออกไป

    นาที 33 เป็นโอกาสยิงเข้ากรอบหนแรกของ เรอัล มาดริด คราวนี้ เฟเด บัลเบร์เด้ ไหลให้ คาริม เบนเซม่า หลุดไปทางซ้ายก่อนโยกหลอกแล้วอัดเต็มแรงพุ่งไปติด อเล็กซ์ เรมีโร่ รับไม่อยู่ก่อนโดนกองหลังเคลียร์ออกมาได้

    ชุดขาวยังบุกอย่างหนัก อีก 2 นาทีถัดมา ได้ลุ้นอีกจาก คาเซมีโร่ หวดด้วยขวานอกกรอบแต่บอลก็ยังไม่ผ่านมือนายด่านโซเซียดาด

    นาที 42 วินิซิอุส จูเนียร์ เลี้ยงจี้เข้าไปในกรอบก่อนจะโยกหลบผู้เล่นเจ้าบ้านสองคนแล้วกดด้วยขวาเน้นๆ บอลพุ่งไปติดเซฟของ เรมีโร่

    จบครึ่งแรก เรอัล โซเซียดาด ยังเสมอกับ เรอัล มาดริด 0-0

    ครึ่งหลัง นาที 48 มาร์เชโล่ แทงบอลทะลุช่องให้ วินิซิอุส จูเนียร์ หลุดเข้าไปก่อนเลี้ยงแหวกแนวรับโซเซียดาด ก่อนจังหวะสุดท้ายที่กำลังจะยิงไปโดน ดีเอโก้ ยอเรนเต้ ขัดขาจากด้านหลัง ผุ้ตัดสินเช็กจาก วีเออาร์ ก่อนจะยืนยันให้จุดโทษ และเป็น เซร์คิโอ รามอส ที่สังหารเข้าไปไม่พลาด เรอัล มาดริด บุกมานำ 1-0

    นาที 60 ซีดาน ต้องเปลี่ยนตัวคนแรก ส่ง เอแดร์ มิลิเตา ลงไปคุมหลังแทน เซร์คิโอ รามอส ที่มีอาการบาดเจ็บจนเล่นต่อไม่ไหว

    นาที 68 โซเซียดาดชวดได้ประตูตีเสมอ หลัง อัดนาน ยานาไซ สับไกเบียดเสาแรกเข้าไปแล้ว แต่ผู้ตัดสินไม่ให้ประตูเนื่องจาก มิเกล เมรีโน่ ที่ยืนในตำแหน่งล้ำหน้าไปบังการป้องกันของ ติโบต์ กูร์กตัวส์ ถือมีส่วนร่วมกับเกม

    อีกสองนาทีถัดมา กลายเป็น เรอัล มาดริด มาได้ประตูนำห่างเป็น 2-0 เฟเด บัลเบร์เด้ ครอสบอลมาหน้าประตูให้ คาริม เบนเซม่า ใช้ไหล่พักบอลก่อนจะซัดด้วยขวาเข้าประตูไป แข้งเจ้าถิ่นฟ้องว่าเป็นแฮนด์บอลแต่หลังจากเช็กจาก วีเออาร์ แล้วผู้ตัดสินยืนยันให้ประตูมองว่าบอลโดนไหล่ไม่แฮนด์บอล

      นาที 83 เรอัล โซเซียดาด มาได้ประตูตีไข่แตกไล่มาเป็น 1-2 จนได้ จากจังหวะที่ โรแบร์โต้ โลเปซ วางบอลไปไกลถึง มิเกล เมรีโน่ จับบอลลงก่อนจะอัดด้วยซ้ายเบียดเสาแรกเข้าไปอย่างเฉียบขาด

    จบเกม เรอัล โซเซียดาด พ่ายให้ เรอัล มาดริด 1-2 ทำให้ "ราชันชุดขาว" มี 65 คะแนนเท่ากับ บาร์เซโลน่า แต่เฮดทูเฮดดีกว่าทำให้แซงขึ้นนำจ่าฝูงทันที

    รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม

    เรอัล โซเซียดาด (4-2-3-1) อเล็กซ์ เรมีโร่ – อันโดนี โกโรซาเบล, ดีเอโก้ ยอเรนเต้, โรแบง เลอ นอร์มังด์, นาโช่ มอนเรอัล – อีกอร์ ซูเบลเดีย, มิเกล เมรีโน่ – ปอร์ตู, มาร์ติน โอเดการ์ด, มิเกล โอยาซาบัล – อเล็กซานเดอร์ อีซัค

    ผู้จัดการทีม : อีมานอล อัลกวาซิล

    เรอัล มาดริด (4-3-1-2) ติโบต์ กูร์กตัวส์ – ดานี่ การ์บาฆาล, ราฟาแอล วาราน, เซร์คิโอ รามอส, มาร์เซโล่ – เฟเด บัลเบร์เด้, เอ็นรีเก้ คาเซมีโร่, โทนี่ โครส – ฮาเมส โรดริเกซ – คาริม เบนเซม่า, วินิซิอุส จูเนียร์