ซลาตันโวระดับตัวเองไม่เล่นเวทียูโรปาลีก

ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ดาวยิงตัวเก๋าของ เอซี มิลาน ประกาศระดับตัวเองไม่เล่นแค่ในเวทียูโรปา ลีกเท่านั้น

 นับตั้งแต่กลับมาอยู่กับ "ปีศาจแดง-ดำ" อีกครั้ง โดยทำไปแล้ว 6 ประตูนับตั้งแต่กลับมาร่วมทีม ช่วยให้สโมสรกลับมามีชีวิตชีว่าและทำผลงานได้ดีอีกครั้ง แต่เรื่องอนาคตยังเป็นที่สงสัยโดยเจ้าตัวเผยว่านักเตะอย่างตัวเองไม่เล่นในยูโรปา ลีก รวมถึง เอซี มิลาน ก็ไม่ควรจะเล่นในถ้วยเล็กของยุโรปด้วย

 "อิบราเล่นเพื่อชนะบางสิ่งหรือไม่ก็นั่งอยู่บ้าน" อิบราฮิโมวิช กล่าวกับกัซเซ็ตต้า เดลโล่ สปอร์ต

 "พวกเขาบอกผมว่าการเลิกเล่นที่อเมริกามันง่ายเกินไป, ดังนั้นผมกลับมาที่มิลาน, ผมมาที่นี่ด้วยแพสชั่นเพราะผมเล่นโดยแบบฟรีๆ หลังจากนั้นโควิดก็มาหยุดทุกอย่างและผมคิดว่าบางทีมันอาจจะเป็นสิ่งที่บ่งบอกว่าผมควรเลิก"

 "โชคดี เรากลับมาลงสนามได้ อาการเจ็บน่องของผมก็ดีขึ้น แต่หลังจาก 2 วันผมพร้อมกลับมาสู่ทีม, อิบรา ชอบแบบนั้น, แต่พวกเขาบอกผมว่าอย่ารีบร้อน"

 "อิบรา เกิดมาเพื่อเล่นฟุตบอลและยังคงดีที่สุดกับการเล่นฟุตบอล, เราจะเห็นกันว่าผมรู้สึกยังไงในช่วงสองเดือน, เรายังรอดูว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับสโมสรแห่งนี้, ถ้านี่คือสถานการณ์ที่เป็น ขอตอบตามตรงคุณคงจะไม่เห็นผมอยู่ที่มิลานซีซั่นหน้า"

 "อิบรา ไม่เล่นในยูโรปา ลีกและ มิลาน ก็ไม่ใช่สโมสรที่ควรจะอยู่ในยูโรปา ลีก"

ราชบุรี กับความเป็นไปได้ในถ้วยเอเชีย

ย้อนกลับไปก่อนเริ่มฤดูกาล คงไม่มีใครกล้าพูดเต็มปากว่า ราชบุรี จะติด 1 ใน 4 ของตารางคะแนน

เพราะสถานะ “ราชันมังกร” เป็นเพียงสโมสรระดับกลางกึ่งบน ห่างไกลคำว่า “แชมป์ลีก” เป้าหมายหลักถูกเบนเข็มไปหา “ฟุตบอลถ้วย” ซึ่งทำได้ดีสุดแค่ “พระรอง” อยู่ร่ำไป
จนช่วงเปิดฤดูกาล 4 นัดแรก ราชบุรี กลายเป็นทีมที่หักปากกากูรูอย่างเต็มปัง หลังออกสตาร์ทด้วยผลงานชนะรวด 4 นัด ดีสุดในรอบ 8 ปีสโมสร มีแต้มเทียบเท่า ทรู แบงค็อกฯ จ่าฝูงของตาราง เป็นรองเพียงลูกได้เสีย

แม้จากนั้นไม่นานไวรัสโควิดจะพรากฟุตบอลไทยให้แช่แข็งไปหลายเดือน แต่อีกมุมกลับกลายเป็น “ผลดี” สำหรับ ราชบุรี

เพราะทำให้ไทยลีกไม่สามารถแข่งขัน-จบฤดูกาล ตรงตามปฏิทินลูกหนังที่วางไว้ และในช่วงปลายปี สมาคมฟุตบอลไทยฯ ต้องส่งรายชื่อ 4 ทีม ไปเล่นในศึก AFC champions league 2021 ซึ่งปีนี้เป็นครั้งแรกที่สโมสรจากไทยได้โควตา 2+2  ทำให้สมาคมตัดสินใจใช้วิธีส่งชื่อ 4 ทีมไปเล่นถ้วยเอเชีย โดยวัดผลงานหลังจบ 15 นัดแรก

นั่นหมายถึงโปรแกรมหา 4 สโมสรไปโลดแล่นใน AFC champions league ถูกลดไปกว่าครึ่ง และ ราชบุรี ที่นั่งรองจ่าฝูงขณะนี้ ได้ประโยชน์ไปเต็ม ๆ

ทว่าภารกิจที่เหมือนง่ายแต่ไม่ง่ายของ ราชันมังกร คือ หลังไทยลีกกลับมาแข่งขัน เขาจะรักษา “มาตรฐาน” ทีมเหมือน 4 นัดแรกได้แค่ไหน

เพราะเอาเข้าจริงหากเทียบเคียงทรัพยากรนักเตะ 4 อันดับแรกเวลานี้ ราชบุรี ล้วนเป็นรองทีมอื่นทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น ทรู แบงค็อก ที่แข้งระดับทีมชาติคุณภาพคับแก้ววิ่งชนกันเต็มทีม การท่าเรือ หรือ บีจี ปทุมฯ ที่ช้อปแหลกไม่สนโควิด ผู้เล่นเกรดเอ-บี มีให้เลือกใช้แบบที่ส่งแข่ง 2 ทีมได้สบาย

ยังไม่นับรวมยักษ์ที่รอวัน “ตื่น” อย่างแชมป์เก่า สิงห์ เชียงรายฯ และ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด อีก

ทำให้เป็นงานหินพอควรสำหรับ ราชบุรี ในการรักษาสถานะอันดับ 1 ใน 4 ไปจนถึงอีก 11 นัดที่เหลือ

อย่างไรก็ดีในมุมผู้เขียน ยังมองเห็นความเป็นไปได้ที่ทีมเมืองโอ่ง จะสร้างประวัติศาสตร์ ในการไปเล่นบนถนนสายเอเชีย

จุดแข็งที่ ราชันมังกร มีเหนือกว่าทุกทีมในไทยลีก ในช่วง 4 นัดแรกคือ “ระบบทีม” ที่ค่อนข้างปึก ผู้เล่นเก่า-ใหม่ ต่างเข้าใจแท็คติกของ “โค้ชเจี๊ยบ” สมชาย ไม้วิลัย ไม่ว่าจะถูกจับสลับเปลี่ยนเล่นในแบบแผนไหน

มีกองหลังปึก กองกลางที่สร้างสรรค์เกมได้หลากหลายรูปแบบ กองหน้าที่มีความเร็ว และความคม การเข้าทำน้อยจังหวะ แต่เฉียบขาดและรู้ใจกันเป็นอย่างดี

ทีมเวิร์ค ราชบุรี กลายเป็นจุดแข็งกลบเรื่องศักยภาพนักเตะที่ด้อยกว่าบรรดา “บิ๊กทีม” ด้วยกัน

อีกจุดหนึ่งที่ผู้เขียนกล้าพูดได้เต็มปากคือ ราชบุรี เป็นสโมสร ที่ใช้โควตาแข้งต่างชาติได้ “คุ้มค่า” ที่สุดในไทยลีกจาก 4 นัดแรกที่แข่งขันกันไป

โย ซัง-แฮ เข้ามาเติมเต็มในแผงหลังจับคู่กับ ปวีร์ ตัณฑะเตมีย์ ได้อย่างลงตัว
ลอสเซมี คาราบูเอ กองกลางที่บู๊ไม่มีถอย เปลี่ยนบอลตรงกลางเป็นเกมรุกได้เนียนตา และเติมขึ้นไปทำประตูได้
สตีเฟ่น ล็องจิล หมอนี่ไม่ได้มีแค่ความเร็วเป็นทีเด็ด แต่ยังมีลูกครอสที่แม่นยำสร้างอันตรายได้ตลอด
ยานนิก โบลี คือเครื่องจักรสังหารผู้ทำประตูได้ทุกรูปแบบในกรอบเขตโทษ

4 คนนี้คือแกนหลักในบรรดาตัวจริงโควตาต่างชาติที่ถูกส่งลงสนาม

ขณะที่ม้านั่งสำรองพวกเขามีโควตาอาเวียนชั้นดีอย่าง ฆาเบียร์ ปาตินโญ ที่พร้อมลงมาเปลี่ยนเกมได้ทุกเมื่อ ยังไม่นับรวมถึง ลุค วู๊ดแลนด์ และแข้งใหม่อย่าง จัสติน มิเกล บาส ที่เป็นอีกตัวเลือก

สิ่งที่พอหยิบมาตอบแทนข้อเขียนข้างบนได้ คงเป็นผลงาน 4 นัดแรกที่ทีมชนะรวด และถลุงคู่แข่งไปถึง 9 ประตู โดยทั้งหมดเกิดจากการมีส่วนร่วมของนักเตะต่างชาติทั้งสิ้น ขาดไปเพียงประตูเดียวที่เกิดจากจังหวะทำเข้าประตูตัวเองของคู่แข่ง

ชนะ ตราด เอฟซี 2-0
สตีเฟ่น ล็องจิล ครอสให้ ยานนิก โบลี โขก
ฆาเบียร์ ปาตินโญ เรียกจุดโทษ ฟิลิป โรเลอร์ ยิง

ชนะ สุโขทัย เอฟซี 2-1
จักรพันธ์ พรใส แอสซิสต์ให้ ยานนิก โบลี หลุดไปยิง
ปิยะราษฎร์ ลาจังหรีด (ทำเข้าประตูตัวเอง)

ชนะ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด 4-3
สตีเฟ่น ล็องจิล เปิดให้ ฆาเบียร์ ปาตินโญ ชิ่งต่อให้ ยานนิก โบลี ยิง
สตีเฟ่น ล็องจิล เปิดให้ ลอสเซมี คาราบูเอ เติมขึ้นมาซัด
เกียรติศักดิ์ เจียมอุดม ผ่านให้ ฆาเบียร์ ปาตินโญ ที่แปะต่อให้ ฟิลิป โรเลอร์ หลุดไปยิง
สตีเฟ่น ล็องจิล เปิดให้ ฆาเบียร์ ปาตินโญ ยิงเหน่ง ๆ

ชนะ นครราชสีมา 1-0
สตีเฟ่น ล็องจิล เปิดให้ ฆาเบียร์ ปาตินโญ โหม่ง

สิ่งเหล่านี้คือเครื่องยืนยันว่าผู้เล่นต่างชาติ ราชบุรี เป็นฟันเฟืองสำคัญสำหรับทีม โดยมีผู้เล่นไทยอย่าง จักรพันธ์ พรใส, จิตปัญญา ทิสุด หรือ ฟิลิป โรเลอร์ ร่วมกันสร้างสรรค์เกมให้ไหลลื่น

มันคือ “ความลงตัว” ของแข้งต่างชาติ ที่เหนือกว่าสโมสรอื่น ณ เวลานี้

อย่างที่บอกไป จนกว่าจะกลับมาแข่งขันอีกครั้ง หากแข้งหลักที่ว่ามาไม่เจอตลกร้ายปัจจัยภายนอก หรืออาการบาดเจ็บเล่นงาน และรักษามาตรฐานระดับสูงไว้ดัง 4 เกมแรก ถนนสู่ AFC champions league สำหรับ ราชบุรี

ก็มีความเป็นไปได้      

เชลซีล่าโอบลัค,แรชฟอร์ดไปลีกเอิง?อัพเดตข่าวเด่นตลาดนักเตะลีกยุโรป

 งานนี้ "ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อาจจะต้องหนาวๆ ร้อนๆ เมื่อสองดาวยิงตัวเก่งของทีมอย่าง มาร์คัส แรชฟอร์ด และ อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล ต่างมีข่าวกำลังเป็นที่หมายปองของสโมสรยักษ์ใหญ่ลีกต่างแดน ส่วน เชลซี ก็ดูจริงจังมากๆ กับการล่าตัว ยาน โอบลัค นายประตูจอมหนึบแห่ง แอตเลติโก มาดริด ขณะที่ บาร์เซโลน่า เที่ยวนี้มีข่าวมาอัพเดตเพียบเลย แต่จะมีประเด็นอะไรบ้างนั้น เชิญอ่านกันโลด 
 – เชลซี มีแผนที่จะยื่นข้อเสนอเงิน 30 ล้านยูโร (ประมาณ 1,050 ล้านบาท) + เกปา อาร์ริซาบาลาก้า นายประตูชาวสแปนิช ไปให้ แอตเลติโก มาดริด เพื่อแลกกับการคว้าตัว ยาน โอบลัค ยอดผู้รักษาประตูทีมชาติสโลวีเนีย มาเฝ้าเสาในถิ่น สแตมฟอร์ด บริดจ์ (Daily Mirror)

 – ขณะเดียวกัน "สิงห์บลูส์" ก็มีลุ้นมากขึ้นที่จะได้ตัว ไค ฮาแวร์ตซ์ กองกลางดาวรุ่งคนเก่งของ ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น มาร่วมก๊วน เนื่องจากการได้เล่นในถ้วย ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ไม่ได้มีผลใดๆ ต่อการตัดสินใจของเจ้าตัว (BBC Sport)


 

 – ลิเวอร์พูล มีแผนที่จะเซ็นสัญญายืมตัว เลอันโดร กาเบรร่า กองหลังชาวอุรุกวัยของ เอสปันญ่อล มาใช้งาน 1 ซีซั่น โดยกุนซือ เจอร์เก้น คล็อปป์ ชื่นชอบในฝีเท้าของ ปราการหลังวัย 29 ปี ที่เล่นได้ทั้งเซนเตอร์แบ็กและแบ็กซ้าย (Mundo Deportivo)

 – นอกจากนี้ "หงส์แดง" ยังคงมองหาช่องทางที่จะขาย เดยัน ลอฟเรน เซนเตอร์แบ็กชาวโครแอต หลังจบซีซั่นนี้ ถึงแม้มีแผนที่จะจับเจ้าตัวขยายสัญญาก็ตาม (Goal)

 – แมนเชสเตอร์ ซิตี้ พร้อมเปิดศึกกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในการชิงตัว เฟร์ราน ตอร์เรส ปีกดาวรุ่ง บาเลนเซีย ทว่า เรอัล มาดริด, ยูเวนตุส, เอซี มิลาน, นาโปลี และ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ต่างก็มีความสนใจในตัว ดาวเตะวัย 20 ปี เช่นกัน (Marca)


 

 – นอกจากนี้ "เรือใบสีฟ้า" กำลังพิจารณาที่จะเซ็นสัญญาคว้าตัว ยาน แฟร์ต็องเก้น กองหลังทีมชาติเบลเยียม ที่กำลังจะหมดสัญญากับ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ มาร่วมทีมแบบฟรีๆ หลังจบฤดูกาลนี้ เนื่องจากกุนซือ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า มอง แฟร์ต็องเก้น เป็นทางออกระยะสั้นในการแก้ปัญหาแนวรับ (Daily Telegraph)

 – แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มีความสนใจที่จะคว้าตัว มิเกล โอยาร์ซาบัล ปีกตัวเก่ง เรอัล โซเซียดาด โดย ดาวเตะทีมชาติสเปนวัย 23 ปี มีค่าฉีกสัญญาอยู่ที่ 70 ล้านยูโร (ประมาณ 2,450 ล้านบาท) ทว่า "ปีศาจแดง" หวังซื้อได้ในราคา 50 ล้านยูโร (ประมาณ 1,750 ล้านบาท) (Todofichajes)

 – มาร์คัส แรชฟอร์ด กองหน้าสายสปีดของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ตกเป็นเป้าหมายเสริมทัพอันดับหนึ่งในช่วงซัมเมอร์นี้ของ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง เนื่องจากกุนซือ โธมัส ทูเคิ่ล มอง ดาวยิงทีมชาติอังกฤษวัย 22 ปี เป็นผู้เล่นกองหน้ายุคใหม่ที่มีความสมบูรณ์แบบ (Independent)

 – อินเตอร์ มิลาน มีความสนใจที่จะคว้าตัว อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล ดาวยิงเฟร้นช์แมนของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มาร่วมทีม โดยยินดีเจรจาปิดดีลแบบจ่ายเงินพร้อมส่งนักเตะให้เป็นของแถม 1 ราย ซึ่งนั่นอาจจะเป็น มิลาน สคริเนียร์ เซนเตอร์แบ็กทีมชาติสโลวาเกีย ที่มีข่าว "ปีศาจแดง" อยากได้ตัว เนื่องจาก "งูใหญ่" มอง มาร์กซิยาล มีค่าตัวราว 63 ล้านปอนด์ (ประมาณ 2,457 ล้านบาท) ส่วน สคริเนียร์ มีมูลค่าอยู่ที่ 58 ล้านปอนด์ (ประมาณ 2,262 ล้านบาท) (Calciomercato)

 – บาร์เซโลน่า ได้บรรลุข้อตกลงกับ อินเตอร์ มิลาน เรียบร้อย สำหรับการคว้าตัว เลาตาโร่ มาร์ติเนซ กองหน้าดาวดังชาวอาร์เจนไตน์ โดยเป็นดีลแบบจ่ายเงิน 70 ล้านยูโร (ประมาณ 2,450 ล้านบาท) + จูเนียร์ ฟีร์โป้ แบ็กซ้ายชาวสแปนิช ที่มีมูลค่า 41 ล้านยูโร (ประมาณ 1,435 ล้านบาท) อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ บาร์ซ่า จำเป็นต้องขายนักเตะบางคนในทีมออกไปก่อน เพื่อทำเงินให้ได้ 70 ล้านยูโร (Cadena SER)

 – พร้อมกันนั้น บาร์เซโลน่า ก็ได้มีการเสนอขาย ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ กองกลางตัวรุกชาวบราซิเลียน ให้กับ อาร์เซน่อล และ นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด เพื่อระดมทุนมาล่าตัว เลาตาโร่ มาร์ติเนซ (Goal)

 – นอกจากนี้ บาร์เซโลน่า ยังต้องการที่จะทำเงินจากการขาย ซามูแอล อุมติตี้ เซนเตอร์แบ็กทีมชาติฝรั่งเศส อีกด้วย โดยเชื่อกันว่า นาโปลี, ลาซิโอ, อาแอส โรม่า และ โตริโน่ ต่างมีความสนใจที่จะเซ็นสัญญากับ ดาวเตะดีกรีแชมป์โลกวัย 26 ปี (Sport)

 – อุสมาน เดมเบเล่ ปีกจอมพลิ้ว บาร์เซโลน่า ต้องการที่จะอยู่ค้าแข้งในถิ่น คัมป์ นู ต่อไป และเตรียมที่จะปฏิเสธข้อเสนอจาก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (Mundo Deportivo)

 – ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมยอง หัวหอกกัปตันทีม อาร์เซน่อล ยังคงมีความสนใจที่จะย้ายไปร่วมทีม บาร์เซโลน่า ทว่า บาร์ซ่า มอง โอบาเมยอง เป็นแค่ทางเลือกสำรองต่อจาก เลาตาโร่ มาร์ติเนซ (Mirror)

 – วิคเตอร์ โอซิมเฮน หัวหอกเนื้อหอม ลีลล์ จ่อย้ายซบ นาโปลี เต็มที โดยคาดว่าค่าตัวน่าจะสูงถึง 81 ล้านยูโร (ประมาณ 2,835 ล้านบาท) (Sky Italia)

 – เรอัล มาดริด มีความมั่นใจว่า จะสามารถคว้าตัว คีลิยัน เอ็มบัปเป้ กองหน้าซูเปอร์สตาร์ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง มาร่วมทีมได้ในช่วงซัมเมอร์ปี 2021 ถึงแม้ เปแอสเช ต้องการที่จะจับ เอ็มบัปเป้ ขยายสัญญาที่มีอยู่ปัจจุบันถึงปี 2022 ก็ตาม (Marca)

 – เซบีย่า เตรียมซื้อขาด ซูโซ่ ปีกเลือดกระทิงดุ จาก เอซี มิลาน หลังจบฤดูกาลนี้ ที่ราคาราว 21 ล้านยูโร (ประมาณ 735 ล้านบาท) หลังจากที่ดึง ดาวเตะวัย 26 ปี มาร่วมทีมภายใต้สัญญายืมตัว 18 เดือน พ่วงออปชั่นซื้อขาด เมื่อช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมา (Sky Italia) 

เรอัลมาดริดเถลิงแชมป์! “เบนซ์”เบิ้ลอัดบียาร์เรอัลซิวโทรฟี่ลีกสมัยที่34

"ราชันชุดขาว" เรอัล มาดริด ทำได้ตามเป้าหมาย "คาริม เบนเซม่า" พังสองประตูพาต้นสังกัดเชือด "เรือดำน้ำสีเหลือง" บียาร์เรอัล 2-1 เถลิงแชมป์ลีกเป็นสมัยที่ 34 สำเร็จ ส่วนทีมเยือนยังอยู่ในพื้นที่โควตายูโรปาลีก ศึกฟุตบอลลาลีกา สเปน นัดรองสุดท้าย คืนวันพฤหัสบดีที่ 16 กรกฎาคมที่ผ่านมา

สนาม : เอสตาดิโอ อัลเฟรโด้ ดิ สเตฟาโน่

     ศึกฟุตบอลลาลีกา สเปน นัดรองสุดท้าย คืนวันพฤหัสบดีที่ 16 กรกฎาคมที่ผ่านมา "ราชันชุดขาว" เรอัล มาดริด นัดนี้ต้องสามคะแนนเท่านั้นหรือแช่งให้ บาร์เซโลน่า แพ้ในแมตช์ที่หวดพร้อมกัน จะการันตัแชมป์ลีกสมัยที่ 34 ซีเนดีน ซีดาน เทรนเนอร์คนเก่งใส่ดาวเตะครบชุดนำโดย "เบนเซม่า-อาซาร์" รับมือ "เรือดำน้ำสีเหลือง" บียาร์เรอัล ที่หมดโอกาสไปลุยชปล.ตั้งแต่เกมก่อน แต่ยังมีหวังเล่นยูโรปาลีก ฆาเบียร์ กาเยฆา โค้ชทีมเยือน เร้าลูกทีมแย่งคะแนนทำลายงานฉลองแชมป์เจ้าบ้านให้ได้ มี "เคราร์ด โมเรโน่" เป็นอาวุธลงซัด

     ราชันเปิดเกมนาทีที่ 4 เซร์คิโอ รามอส วางบอลยาวจังหวะเดียวจากแดนหลังไปให้ ดานี่ การ์บาฆาล วิ่งสอดขึ้นมารับบอลในเขตโทษฝั่งขวาแตะบอลกระดกหวังให้ข้ามหัว เซร์คิโอ อาเซนโฆ แต่ว่ามือกาวทีมเยือนไม่พลาดรับไว้ได้ทัน

     มาดริดรุกหนักนาทีที่ 7 ลูก้า โมดริช ครอสบอลจากริมกรอบเขตโทษฝั่งซ้ายบอลเรียดเข้ามากลางเขตโทษ คาริม เบนเซม่า ยืนซัดบอลเข้าหากรอบประตูแต่ยังเป็นนายทวารเรือดำน้ำยืนถูกที่รับบลอีกครั้ง

     เจ้าบ้านยังเร่งนาทีที่ 16 โทนี่ โครส จ่ายบอลกลางสนามมาที่ ลูก้า โมดริช จับบอลแล้วลากมาเข้าเท้าขวายิงไกลนอกกรอบเขตโทษ บอลเข้าหาประตูทว่า เซร์คิโอ อาเซนโฆ นายด่านทีมเยือนปัดออกพ้นประตูไปได้

     ราชันชุดขาวออกนำนาทีที่ 29 เอ็นรีเก้ กาเซมีโร่ เข้าแย่งบอลจากผู้เล่นทีมเยือนได้กลางสนาม บอลกลิ้งมาหา ลูก้า โมดริช กระชากบอลขึ้นมาถึงหน้ากรอบเขตโทษจิ้มออกเขตโทษด้านขวาให้ คาริม เบนเซม่า ที่วิ่งตีคู่มาซัดบอลลอดขา เซร์คิโอ อาเซนโฆ มือกาวบียาร์เรอัลเข้าตุงตาข่าย จบครึ่งแรก เรอัล มาดริด นำอยู่ 1-0

     เจ้าบ้านเกือบทิ้งห่างนาทีที่ 54 ลูก้า โมดริช ดีดบอลตรงทะลุช่องจากกลางสนามตัดแนวรับทีมเยือนที่ยืนดักล้ำหน้าให้ ดานี่ การ์บาฆาล สอดขึ้นมารับบอลเลี้ยงเข้าเขตโทษทางขวาล็อกหนีผู้เล่นบียาร์เรอัลถึงสองคนแล้วซัดด้วยซ้ายตรงเขตโทษ 6 หลา แต่ว่า เซร์คิโอ อาเซนโฆ ยังโชว์เหนียวปัดไว้ได้อีกครั้ง

     ทีมเยือนได้บุก 72 ฆาบี อันติเบรอส ตัวสำรองบียาร์เรอัล สบโอกาสได้ลองยิงบอลลุ้นพังสกอร์ แต่ว่าเจ้าตัวซัดบอลเบาเกินไป ติโบล กูร์กตัวส์ นายทวารราชันล้มตัวรับไว้ไม่มีปัญหา

     เรอัล มาดริดทิ้งห่างนาทีที่ 73 เซร์คิโอ รามอส วิ่งดันขึ้นสูงโฉบตัดหน้า เคราร์ด โมเรโน่ กลางสนามลากบอลขึ้นมาถึงเส้นเขตโทษก่อนโดน โซเฟียน ชักล่า สะกิดล้มลงในเขตโทษ กรรมการชี้ให้จุดโทษ และเป็นกัปตันปราการหลังเขี่ยต่อให้ คาริม เบนเซม่า ปรี่มายิงเข้าไปครั้งแรก เชิ้ตดำเป่าว่าดาวยิงฝรั่งเศสวิ่งเข้าไปในกรอบเขตโทษก่อน เลยให้ซัดลูกโทษใหม่อีกหน คาริม เบนเซม่า อาสายิงเองและกดเข้าไปไม่เหลือซาก

     เจ้าถิ่นชวดได้สกอร์เพิ่มนาทีที่ 81 ซานติ กาซอร์ล่า จ่ายบอลขวางสนามไม่ดีมาติดเท้า โทนี่ โครส ได้ลองส่องไกลกลางสนามระยะประมาณ 22 หลา บอลทิศทางเกือบซุกตาข่ายแต่เหินชนคานอย่างจังกระดอนออกมา

     เรือดำน้ำตามนาทีที่ 83 มาริโอ กาสปาร์ ฟูลแบ็กทีมเยือนดันสูงมารับบอลบริเวณริมสนามด้านขวา ก่อนหยอดบอลลุ้นเข้าเขตโทษ บิเซนเต้ อิบอร์รา ปรี่มาตั้งศรีษะโหม่งบอลย้อย ติโบล กูร์กตัวส์ วิ่งตามหวังสกัดให้ได้แต่บอลลอยเสียบใต้คานเข้าไปอย่างแม่นยำ ช่วงท้ายเกมทีมเยือนเกือบตีเสมอได้อีกประมาณสองครั้งแต่ ติโบล กูร์กตัวส์ ก็เหนียวหนึบช่วยทีมไว้ได้ ส่วนเจ้าถิ่น จูเนียร์ วิเนซิอุส ส่งบอลเข้าไปก้นตาข่ายทว่ากรรมการเช็ควีเออาร์เป่าเป็นลูกแฮนด์บอลของ คาริม เบนเซม่า จบเกม เรอัล มาดริด ชนะ บียาร์เรอัล 2-1 เถลิงแชมป์ลีกเป็นสมัยที่ 34 สำเร็จ

รายชื่อผู้เล่นที่ลงสนาม

เรอัล มาดริด (4-3-3): ติโบล กูร์กตัวส์,ดานี่ การ์บาฆาล (ลูคัส บาสเกซ น.85),ราฟาแอล วาราน,เซร์คิโอ รามอส,แฟร์กล็องด์ เมนดี้,ลูก้า โมดริช (เฟเดริโก้ บัลเบร์เด้ น.85),เอ็นรีเก้ กาเซมีโร่,โทนี่ โครส (อิสโก้ น.85),โรดรีโก้ โกเอส (มาร์โก อเซนซิโอ น.63),คาริม เบนเซม่า,เอแด็ง อาซาร์ (จูเนียร์ วิเนซิอุส น.63)

บียาร์เรอัล (5-4-1): เซร์คิโอ อาเซนโฆ,มาริโอ กาสปาร์,โซเฟียน ชักล่า,เปา ตอร์เรส,ชาบี กินตีย่า,มานู มอร์ลาเนส (บิเซนเต้ อิบอร์รา น.63),ซัมโบ้ อ็องกิสซ่า,รูเบน เปย่า (บรูโน่ น.46),ซามูเอล ชุควูเซ (ฆาบี อันติเบรอส น.46),มอย โกเมซ (ซานติ กาซอร์ล่า น.63),เคราร์ด โมเรโน่

 

กฏไฟแนนเชียลต้องคงอยู่!คล็อปป์เปิดใจหลังรู้ผลแมนซิตี้พ้นโทษแบน

เจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือ ลิเวอร์พูล ออกมาแสดงความเห็นถึงผลคำตัดสินของ ศาลอนุญาโตตุลาการกีฬาโลก หรือ ซีเอเอส ที่มีคำตัดสินยกเลิกโทษแบนเกมยุโรปของ แมนฯ ซิตี้ เมื่อวันจันทร์ที่ 13 กรกฎาคม ที่ผ่านมา โดยยอมรับว่ามันไม่ใช่วันที่ดีสำหรับวงการฟุตบอล พร้อมกับหวังว่ากฏไฟแนนเชียล แฟร์ เพลย์จะยังคงมีต่อไป
    ศาลอนุญาโตตุลาการกีฬาโลก หรือ ซีเอเอส เพิ่งประกาศให้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ พ้นโทษแบนลงเล่นในเกมยุโรปเมื่อวันจันร์ที่ 13 กรกฏาคมที่ผ่านมา พร้อมกับลดโทษปรับเงินจาก 30 ล้านยูโร (ประมาณ 1050 ล้านบาท) เหลือเพียง 10 ล้านยูโร (ประมาณ 350 ล้านบาท) เท่านั้น ซึ่งเรื่องนี้ คล็อปป์ ยอมรับว่ามันไม่ใช่เรื่องที่ดีสำหรับฟุตบอล

    คล็อปป์ กล่าวในการแถลงข่าวก่อนเกมที่ ลิเวอร์พูล พบ อาร์เซน่อล ว่า "ผมไม่รู้ว่าจะตอบเรื่องนี้ได้รึเปล่า มันเป็นเรื่องที่ซีเรียสเลยแหละ, จากมุมมองส่วนตัวผมรู้สึกดีนะที่ แมนซิตี้ ยังได้เล่นในแชมเปี้ยนส์ลีกในปีหน้า แต่พูดตามตรงผมไม่คิดว่าเมื่อวานนี้มันเป็นวันที่ดีสำหรับวงการฟุตบอลเลย"

    "แน่นอนกฏไฟแนนเชียล แฟร์ เพลย์ ผมคิดว่ามันเป็นสิ่งที่ดี มันมีไว้เพื่อปกป้องสโมสรและการแข่งขัน เพื่อให้แต่ละสโมสรจำกัดเรื่องการใช้เงิน และทุกทีมต้องทำให้แน่ใจด้วยว่าเงินที่พวกเขาใช้นั้นมาอย่างถูกต้อง"

    "ผมหวังว่ากฏดังกล่าวจะยังคงอยู่ต่อไปเพราะมันทำให้ทุกสโมสรมีขอบเขตที่จำกัด ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีสำหรับโลกลูกหนัง"

“โอบาเมย็อง” เบิ้ล!อาร์เซน่อลบุกน้อยแต่คมกว่าเขี่ยแมนซิตี้ร่วงตัดเชือกเอฟเอคัพ

ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมย็อง ตะบันคนเดียวสองประตูพา "ปืนใหญ่" อาร์เซน่อล ที่ใช้โอกาสอันน้อยนิดได้คุ้มค่าเป็นฝ่ายเอาชนะ "เรือใบสีฟ้า" แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ไปด้วยผลสกอร์ 2-0 ส่งผลให้อาร์เซน่อล ผ่านเข้าสู่รอชิงชนะเลิศต่อไป ในศึกฟุตบอล เอฟเอห คัพ อังกฤษ (รอบรองชนะเลิศ) วันเสาร์ที่ 18 ก.ค. ที่ผ่านมา

ฟุตบอล เอฟเอห คัพ อังกฤษ (รอบรองชนะเลิศ)
วันเสาร์ที่ 18 กรกฎาคม 2563
อาร์เซน่อล 2   –   0 แมนฯ ซิตี้

สนาม : เวมบลีย์ (สนามกลาง)

    นาทีที่ 9  อาร์เซน่อลหวิดเสียท่า ชโคดราน มุสตาฟี่ โดน ราฮีม สเตอร์ลิง แย้งบอลได้ในกรอบเขตโทษ ก่อน ราฮีม พยายามส่งต่อไปให้เพื่อนร่วมทีมแต่โดน ดานี่ เซบายอส ตามมาเคลียร์หวดสกัดออกไปได้

    นาทีที่ 13 อเล็กซองด์ ลากาแซตต์ ดาวยิงปืนใหญ่หลุดเดี่ยวเข้าไปส่งบอลไปกองที่ก้นตาข่ายแมนซิตี้ แต่จังหวะนี้ผู้ช่วยผู้ตัดสินยกธงเป็นลูกล้ำหน้า

    นาทีที่ 16 อาร์เซน่อลเกือบได้ประตูขึ้นนำจากจังหวะตัดบอลได้ตรงกลางสนามของ ดาวิด ลุยซ์ ก่อนเจ้าตัวจะส่งต่อทะลุช่องให้ โอบาเมย็อง หลุดเดี่ยวเข้าไปซัดเน้นๆ แต่ไม่ผ่านมือ เอแดร์ซอน นายด่านเรือใบที่เกร็งมือทุบบอลพ้นเขตอันตราย

    แต่แล้วนาทีที่ 19 เป็นทัพปืนใหญ่ออกนำไปก่อน 1-0 เมื่อได้โอกาสโต้กลับไวบอลเลยมาอยู่ที่ นิโกล่าส์ เปเป้ ทางฝั่งขวาก่อนเจ้าตัวจะแต่งเข้าเท้าซ้ายแล้วเปิดโด่งไปที่เสาไกลและเป็น โอบาเมย็อง ที่วิ่งสอดขึ้นมาล้มตัวสไลด์ยิงบอลพุ่งไปชนเสาสองที่เหลี่ยมในเข้าไปไม่เหลือซาก นับเป็นประตูแรกของ เดอะ กันเนอร์ส ที่ยิงแมนซิตี้ ได้ในฤดูกาลนี้อีกด้วย

    แมนซิตี้กดดันหนัก นาทีที่ 28 แบ็งฌาแม็ง เมนดี้ เติมเกมขึ้นมาสุดริมเส้นฝั่งซ้ายแล้วกระชากจี้เข้าไปในกรอบเขตโทษปืนใหญ่ก่อนจะเปิดหักข้อหวังให้เพื่อนร่วมทีม แต่ยังมี กรานิต ชาคา ที่หวดตัดบอลออกไปได้อีกครั้ง

    นาทีถัดมาแมนซิตี้ได้ลุ้นอีกครั้ง ราฮีม สเตอร์ลิง ตัดบอลได้หน้ากรอบเขตโทษอาร์เซน่อลก่อนส่งย้อนคืนไปให้ เควิน เดอ บรอยน์ วิ่งเข้ามากดเต็มข้อแต่บอลดันพุ่งไปติดบล็อกแข้งปืนใหญ่กระเด้งออกไป

    ต่างฝ่ายต่างเปิดเกมแลกเข้าใส่กัน นาทีที่ 34 อาร์เซ่นอล โจมตีขึ้นไปทางฝั่งซ้าย นิโกล่าส์ เปเป้ ได้เปิดบอลสุดริมเส้นแต่ไม่ผ่านมือ เอแดร์ซอน ที่อ่านเกมดีพุ่งออกไปคว้าบอลไว้ได้ไม่พลาด

    นาทีที่ 40 ชโคดราน มุสตาฟี่ กองหลังอาร์เซน่อลเกือบบวกประตูที่สองให้ต้นสังกัดเมื่อได้ขึ้นโขกเต็มหัวจากลูกเตะมุมบอลทำท่าจะเสียบใต้คาน แต่ถูก เอแดร์ซอน ทะยานตัวปัดไว้ได้อย่างเหลือเชื่อ

    นาทีที่ 45 แมนซิตี้ทำเกมรุกขึ้นมาบอลอยู่ที่ ดาบิด ซิลบา ส่งต่อไปให้ ราฮีม สเตอร์ลิง หลุดขึ้นไปทางริมเส้นฝั่งขวาก่อนเปิดยัดหักข้อไปแต่ถูก ดาวิด ลุยซ์ โขกสกัดออกไปได้อีกครั้ง เรียกได้ว่าแนวรับอาร์เซน่อลทำงานได้ดีและแทบไม่มีข้อผิดพลาดเมื่อถึงตอนนี้

    จบครึ่งแรก อาร์เซน่อล ที่ครองเกมได้น้อยกว่าแต่กลับเป็นฝ่ายนำไปก่อน 1-0

     มาลุ้นกันต่อครึ่งหลัง นาทีที่  49 แมนซิตีได้ลุ้น ดาบิด ซิลบา ตัดบอลได้กลางสนามลากจี้เข้าหาเขตโทษอาร์เซน่อลก่อนไหลต่อไปให เดอ บรอยน์ ที่แปทันทียัดไปถึง ราฮีม สเตอร์ลิง วิ่งเข้ามาแปเน้นๆ แต่บอลกลับหลุดออกด้านข้างไม่ถึงหลา

    นาทีที่ 54 แมนซิตี้สร้างโอกาสขุดสกอร์อีกครั้ง เควิน เดอ บรอยน์ จ่ายบอลให้ ริยาด มาห์เรซ ทางฝั่งขวาก่อนเจ้าตัวจะกระชากลากจี้เข้าหาเขตโทษแล้วแต่บอลเข้าเท้าซ้ายและหลอกยิงไวยัดเสาแรกทันที แต่ก็ยังไม่ผ่านมือ เอมิลิอาโน่ มาร์ติเนซ ที่ล้มตัวคว้าไว้ได้ด้วยมือเดียว

    ผ่านมาถึงนาทีที่ 64 แมนซิตี้ หวิดได้เฮจากลูกเตะมุมทางฝั่งซ้าย เควิน เดอ บรอยน์ เปิดโด่งมาเข้าหัว ราฮีม สเตอร์ลิง แต่ ราฮีม เหมือนไม่ทันตั้งตัวทำให้บอลตกลงพื้นแล้วค่อยๆ ไหลเข้ามือ เอมิลิอาโน่ มาร์ติเนซ รับไว้อย่างง่ายดาย

    นาทีที่ 67 แมนซิตี้ พลาดได้ประตูตีเสมออีกครั้ง เดอ บรอยน์ หลุดเดี่ยวเข้าไปกึ่งยิงกึ่งผ่านเป็น ดาบิด ซิลบา ปาดหน้ามาแปบอลหวังเล่นทางที่เสาแรกแต่ไม่ดีพอบอลหลุดออกข้างตาข่ายไปอีกครั้ง

    แมนซิตี้มัวบุกเพลินๆ กลับเสียประตูที่สองให้อาร์เซน่อล นาทีที่ 71 จากจังหวะสวนกลับไว เปเป้ ส่งบอลย้อนหลังให้ คีแรน เทียร์นี่ย์  บริเวณกลางสนามจ่ายทะลุช่องทางฝั่งขวาให้ โอบาเมย็อง หลุดเดี่ยวเข้าไปเลือกมุมยิงเล่นทางผ่านมือ เอแดร์ซอน เข้าไปไม่พลาด อาร์เซน่อล นำห่างแมนซิตี้เป็น 2-0

    เคลื่อนมาถึงนาทีที่ 83 แมนซิตี้ยังคงพับสนามบุกอย่างหนัก เดอ บรอยน์ ไหลบอลจากทางฝั่งขวาให้ อายเมริค ลาปอร์กต์ ที่เดิมขึ้นมากดเต็มข้อบอลพุ่งแรงแต่ไม่ตรงกรอบหลุดออกข้างเสาไปนิดเดียวเท่านั้น นับเป็นจังหวะจบสกอร์เข้ากรอบที่ 14 ของฝั่งเรือใบสีฟ้า แต่ยังไม่เป็นผล ผิดกลับฝั่งอาร์เซน่อล ที่มีเพียง 4 ครั้งแต่ได้ถึงสองตุง

    นาทีที่ 90+5 แบ็งฌาแม็ง เมนดี้ แข้งเรือใบเปิดยัดกึ่งยิงกึ่งผ่านทางฝั่งซ้ายเข้าไปในกรอบเขตโทษอาร์เซน่อล แต่ก็ยังไม่ผ่านมือ มาร์ติเนซ ที่อ่านเกมดีพุ่งออกมาชกบอกเคลียร์ออกไปได้

    จบเกม อาร์เซน่อล ที่ครองเกมน้อยกว่าแต่กลับคมกว่าเป็นฝ่ายเอาชนะ แมนซิตี้ 2-0 ผ่านเข้าไปยืนรองชิงชนะเลิศ โดยจะรอพบผู้ชนะระหว่าง แมนยู กับ เชลซี

รายชื่อนักเตะทั้งสองทีม

    อาร์เซน่อล (3-4-2-1) : เอมิลิอาโน่ มาร์ติเนซ – ชโคดราน มุสตาฟี่ (ร็อบ โฮลดิ้ง น.87), ดาวิด ลุยซ์,  คีแรน เทียร์นี่ย์ – เอนส์ลี่ย์ เมตแลนด์-ไนล์ส, กรานิต ชาคา, ดานี่ เซบายอส (เซอัด โคลาซินัช น.88), เอคตอร์ เบเยริน –  นิโกล่าส์ เปเป้ (โจ วิลล็อค น.72), ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมย็อง – อเล็กซองด์ ลากาแซตต์ (ลูคัส ตอร์เรร่า น.78)
     ผู้จัดการทีม : มิเกล อาร์เตต้า

     แมนฯ ซิตี้ (4-2-3-1) : เอแดร์ซอน โมราเอส – ไคล์ วอล์คเกอร์, เอริค การ์เซีย, อายเมริค ลาปอร์กต์, แบ็งฌาแม็ง เมนดี้ – เควิน เดอ บรอยน์, อิลคาย กุนโดกัน (โรดรี้ เอร์นานเดซ น.66) – ริยาด มาห์เรซ (ฟิล โฟเด้น น.66), ดาบิด ซิลบา (แฟร์นันดินโญ่ น.87), ราฮีม สเตอร์ลิง – กาเบรียล เชซุส
    ผู้จัดการทีม : เป๊ป กวาร์ดิโอล่า

สถิติน่าสนใจหลังผีบุกอัดวิลล่านิ่มแข้ง

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทำผลงานยอดเยี่ยมต่อเนื่องชนะ 4 นัดรวดในลีกหลังงบุกถล่ม แอสตัน วิลล่า 3-0 ทำคะแนนไล่จี้พื้นที่ แชมเปี้ยนส์ ลีก เหลือเพียงคะแนนเดียว และนี่คือสถิติน่าสนใจหลังจบเกม

 – แมนฯ ยูไนเต็ด เป็นทีมแรกในพรีเมียร์ลีกที่ชนะคู่แข่งด้วยความต่าง 3 ประตูขึ้นไป ก่อนหน้านี้ ลิเวอร์พูล เคยทำได้ในปี 1987 แต่ตอนนั้นยังเป็นยุคที่เรียกว่าดิวิชั่น 1

 – แมนฯ ยูไนเต็ด แพ้ไม่แพ้ตลอด 21 นัดหลังสุดที่ไปเยือน แอสตัน วิลล่า โดยเป็นการชนะ 14 นัด และเสมอ 7 นัด เป็นสถิติยาวนานที่สุดของลีกสูงสุด

 – เมสัน กรีนวู้ด (18 ปี 282 วัน) เป็นผู้เล่นดาวรุ่งคนที่ 2 ที่ยิงในพรีเมียร์ลีกได้ 3 นัดติดต่อจาก เวย์น รูนีย์ (19 ปี 125 วัน) ที่เคยทำได้ในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2005

 – กรีนวู้ด เป็นผู้เล่นคนที่ 4 ที่อายุ 18 ปีหรือต่ำกว่าแล้วยิงได้ 3 นัดติดในลีกต่อจาก แดนนี่ คาดามาร์เทรี่, ไมเคิ่ล โอเว่น และ ฟรานซิส เจฟเฟอร์ส

 – แมนฯ ยูไนเต็ด ได้จุดโทษ 13 ครั้งในฤดูกาลนี้ เป็นสถิติมากสุดของพรีเมียร์ลีกเท่ากับ เลสเตอร์ ในฤดูกาล 2015/16 และ คริสตัล พาเลซ ฤดูกาล 2004/05

 – แมนฯ ยูไนเต็ด ใช้ 11 ผู้เล่นตัวจริงชุดเดิม 4 นัดติดครั้งแรกนับตั้งแต่พฤศจิกายน 2006

 – แอสตัน วิลล่า เสียไปแล้ว 65 ประตูในฤดูกาลนี้ เป็นตัวเลขเท่ากับที่เคยเสียหลังผ่านไป 34 นัดในฤดูกาล 2015/16 และสุดท้ายก็ตกชั้นด้วยการจบอันดับ 20

แมนยูไนเต็ด ไล่ล่าแชมป์ลีกซีซั่น 2020/2021

 

ตอนนี้สาวก "เร้ด อาร์มี่" คงอยู่ในช่วงหน้าชื่นตาบานหลังผลงานของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กำลังดีวันดีคืน โดย โอเล่ กุนนาร์ โซลชา สามารถนำทีมกลับมาเล่นได้อย่างดุดัน และแข็งแกร่ง พร้อมกับทำสถิติสุดยอดสะกดคำว่าแพ้ใครไม่เป็นมานานถึง 17 แมตช์แล้ว

     แน่นอนว่าเป้าหมายของ แมนฯ ยูไนเต็ด ในตอนนี้คือการทำอันดับให้สูงที่สุด เพื่อคว้าโควตาไปลุยศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก และการลุ้นคว้าแชมป์ในซีซั่น 2019/2020 หลังจากที่พวกเขายังอยู่ในเส้นทางความสำเร็จในทั้งศึกเอฟเอ คัพ และ ยูฟ่า ยูโรปา ลีก

     สำหรับในเวลานี้สิ่งที่ โซลชา จำเป็นต้องคิดอย่างหนักก็คือการเสริมทัพ เพื่อหวังที่จะเพิ่มศักยภาพให้กับทีมในการก้าวขึ้นมาทัดเทียม ลิเวอร์พูล และ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในการลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ฤดูกาลหน้า โดยเป้าหมายหลักในตอนนี้ของ "น้าลูกอม" ก็คือ เจดอน ซานโช่ ปีกฟอร์มกระฉูดจาก โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์

     นอกจากนี้ส่วนของเกมรับพวกเขาอยากได้ คาลิดู คูลิบาลี่ มายืนคู่กับ แฮร์รี่ แม็กไกวร์ พร้อมกันนี้ยังต้องการหน้าเป้าที่มีประสบการณ์ และฝีเกือกคมอย่าง  ราอูล ฮิเมเนซ มาเสริมทัพ  ในส่วนของเกมรุก  "ผีแดง"  อาจจะมีการปรับบ้างนิดหน่อย  โดยทั้ง อองโตนี่ย์ มาร์กซิยาล กับ เมสัน กรีนวู้ด คงต้องหลีกทางให้ ฮิมิเนซ ลงไปไล่ล่าตาข่ายก่อน

เกมรับแข็งแกร่งขึ้น
     ดาบิด เด เคอา อาจจะมีบางช่วงที่ฟอร์มหลุดไปบ้าง แต่เขายังคงเป็นผู้รักษาประตูมือ 1 สำหรับ โซลชา เสมอ แม้ ดีน เฮนเดอร์สัน โกลอนาคตไกลจะทำผลงานได้ดีในการยืมตัวกับ เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด แต่คงยากที่จะเบียดยึดตัวจริงหากกลับมาอยู่ในถิ่นโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด

     ขณะที่ในตำแหน่งฟลูแบ็กมีความเป็นไปได้สูงที่ "น้าลูกอม" จะใช้งาน อารอน วาน-บิสซาก้า ทางฝั่งขวา และ ลุค ชอว์ ทางฝั่งซ้าย เพราะทั้งสองคนกำลังทำผลงานได้อย่างสะเด็ดสะเด่าในช่วงที่ผ่านมา ช่วยทำให้เกมบุกของ "ปีศาจแดง" มีมิติที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น

     ส่วน แบรนดอน วิลเลี่ยมส์ ซึ่งเพิ่งอายุเพียง 19 ปี แม้ว่าจะโชว์ฟอร์มได้อย่างโดดเด่นนับตั้งแต่ที่ได้รับโอกาสขึ้นมาเล่นในทีมชุดใหญ่ก็ตาม แต่คาดว่านักเตะจำเป็นต้องเก็บเกี่ยวประสบการณ์อีกสักพัก เพื่อที่จะพัฒนาศักยภาพในการก้าวขึ้นมาเป็นตัวจริง เช่นเดียวกับ ดีโอโก้ ดาโลต์ ที่ต้องพิสูจน์ตัวเองอีกหน่อยหลังหายจากอาการบาดเจ็บ สำหรับ ทิโมธี โฟซู-เมนซาห์ ยังต้องรอโอกาสของตัวเองต่อไป

     ด้านตำแหน่งเซนเตอร์แบ็กนั้น แฮร์รี่ แม็กไกวร์ ยืนเป็นเสาหลักในเกมรับโดยคู่หูของเขามีการผลัดเปลี่ยนกันระหว่าง วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ กับ เอริก ไบยี่ แต่หากเกิดกรณีที่ โซลชา ตัดสินใจทุ่มเงินกระชากตัว คาลิดู คูลิบาลี่  กองหลังจอมแกร่งจาก นาโปลี มาร่วมทีมได้ แน่นอนว่า เขาจะเป็นคู่เกมรับที่สุดเพอร์เฟกต์สำหรับ แม็กไกวร์ อย่างแท้จริง

     ในส่วนของ ฟิล โจนส์ กับ คริส สมอลลิ่ง คงจะต้องออกไปหาโอกาสในการลงสนามกับสโมสรใหม่ โดยในรายของ สมอลลิ่ง มีแววสูงมากที่จะย้ายไปเล่นแบบถาวรกับ โรม่า ขณะที่ โจนส์ อาจจะต้องไปเล่นกับทีมระดับกลางตาราง สำหรับ อั๊กเซล ตวนเซเบ้ ต้องรอคอยโอกาสของเขา แต่นักเตะยังมีอนาคตในยุค "น้าลูกอม" แน่นอน

แผงมิดฟิลด์สุดยอดเกินจะบรรยาย
     สำหรับตอนนี้ ปอล ป็อกบา กลับมาทำผลงานได้อย่างโดดเด่นนับตั้งแต่ที่เกมพรีเมียร์ลีก รีสตาร์ท โดยนักเตะมีสภาพร่างกายที่ฟิตสมบูรณ์ ที่สำคัญยังเล่นบอลแบบไม่เห็นแก่ตัว โดยเจ้าตัวจับคู่เล่นได้เข้าขากับ บรูโน่ แฟร์นันด์ส ซึ่งสถิติของทั้งสองคนยอดเยี่ยมมากๆ

     นอกจากนี้พวกเขายังมีอิสระในการเล่นมากยิ่งขึ้น เมื่อได้ เนมานย่า มาติช คอยจัดการเก็บกวาดในแดนกลาง ในเวลานี้ต้องยอมรับว่า มาติช ทำผลงานได้อย่างคงเส้นคงวา และโดดเด่นมากๆ ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ตัดสินใจมอบสัญญา 3 ปีให้กับเจ้าตัว

     ด้วยผลงานชิ้นโบว์แดงส่งผลให้ สกอตต์ แม็คโทมิเนย์ จำเป็นต้องนั่งอยู่ในซุ้มม้านั่งสำรอง อย่างไรก็ตาม ดาวเตะเลือดวิสกี้ ก็ยังมีโอกาสหากเขาสามารถพัฒนาศักยภาพของตัวเอง และสู้อย่างเต็มที่เพื่อแย่งตำแหน่งกับ แข้งเลือดเซิร์บ ด้าน เฟร็ด ยังคงมีอนาคตกับทีมเพราะผลงานของเขากำลังดีวันดีคืนและมีส่วนช่วยทีมเยอะมากในช่วงที่ผ่านมา แต่กระนั้นก็ยังคงเป็นรอง มาติช

     ในขณะที่ เจสซี่ ลินการ์ด, อันเดรส เปเรยร่า และ ฆวน มาต้า อาจจะไม่มีตำแหน่งให้ยืนในโรงละครแห่งความฝัน สำหรับ เจมส์ การ์เนอร์ ดาวรุ่งพุ่งแรงอีกคน น่าจะเป็นผู้เล่นที่ โซลชา พร้อมที่จะให้โอกาสลงสนามมากขึ้น และคงได้รับการเจียระไนฝีเท้าจาก "น้าลูกอม" ต่อไป

แนวรุกเร็วแรงทะลุนรก
     สำหรับตอนนี้เป้าหมายแรกในการเสริมทัพของ แมนฯ ยูไนเต็ด ก็คือ เจดอน ซานโช่ และพวกเขามีโอกาสอย่างยิ่งที่จะได้นักเตะมาจาก โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ในช่วงซัมเมอร์นี้ สำหรับ เมสัน กรีนวู้ด ก็ยังมีโอกาสที่จะเป็นตัวเลือกหลักสำหรับ โซลชา หลังจากที่นักเตะระเบิดฟอร์มสุดยอดด้วยการตะบันไป 4 ประตูจาก 3 เกมหลังสุด และซัดไปแล้ว 18 ประตูจากการเล่นทุกรายการในซีซั่นนี้

     แน่นอนว่าผลงานของ กรีดวู้ด ร้อนแรงเหลือเกิน โดยนักเตะมีพรสวรรค์เต็มเปี่ยม เต็มไปด้วยความรวดเร็ว และยังยิงได้คมทั้งสองเท้า จนตอนนี้กลายเป็นขวัญใจคนใหม่ของสาวก "เร้ด อาร์มี่" แต่เมื่อเทียบกับประสบการณ์แล้ว ซานโช่ มีความโชกโชนมากกว่า ฉะนั้นหาก แมนฯ ยูฯ ได้ ดาวเตะเลือดผู้ดี มาร่วมทีม เขาคงเป็นตัวเลือกแรกในเกมรุกของทีม

     ส่วนแข้งสำคัญของทีมในเวลานี้อย่าง แฟร์นันด์ส ต้องบอกเลยว่าเป็นนักเตะคีย์แมนที่ช่วยให้ แมนฯ ยูไนเต็ด ไร้พ่ายมานานถึง 17 แมตช์ ฉะนั้นในฤดูกาลหน้า สตาร์ลูกหนังชาวโปรตุกีส ยังคงเป็นผู้เล่นหลักในเกมรุกของทีม ในขณะที่ มาร์คัส แรชฟอร์ด และ อองโตนี่ย์ มาร์กซิยาล ทำผลงานได้ดีเยี่ยมในซีซั่นนี้ โดยความเร็ว, ทักษะ และการจบสกอร์ของพวกเขาเป็นสิ่งที่ "ผีแดง" ขาดไม่ได้จริงๆ

     อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ โซลชา ต้องการก็คือหน้าเป้าที่มีการจบสกอร์แบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด และชื่อนักเตะที่เขาอยากได้มาร่วมทีมก็คือ ราอูล ฮิเมเนซ กองหน้าตัวเก่งจาก "หมาป่า" วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ ที่โชวฟอร์มได้อย่างร้อนแรงโดยซัดประตูให้กับต้นสังกัดไปแล้ว 24 ลูกจากทุกรายการในฤดูกาลนี้

     ฉะนั้นหาก ฮิมิเนซ ย้ายมาสวมเครื่องแบบ "ปีศาจแดง" จริงๆ มาร์กซิยาล คงต้องยอมหลบทาง โดยเขายังเป็นนักเตะสำคัญของ โซลชา แต่คงต้องเป็นยางอะไหล่ไปก่อน ที่สำคัญหากทีมมีเกมรุกที่ดุดันแบบนี้อนาคตของ แดเนี่ยล เจมส์ น่าจะต้องโดนส่งไปพัฒนาฝีเท้ากับทีมอื่นด้วยสัญญายืมตัว

      ด้าน โอเดียน อิกาโล่ ซึ่งทำผลงานได้ดีในช่วงที่ย้ายมาเล่นแบบยืมตัวกับ แมนฯ ยูไนเต็ด สโมสรอันเป็นที่รักของเขา คงจะต้องกลับไปที่ เซี่ยงไฮ้ กรีนแลนด์ เสิ่นหัว ต้นสังกัดแม่ในศึกไชนีส ซูเปอร์ลีก ในฤดูกาลหน้า แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นหากช่วงที่เหลืออยู่ของฤดูกาลนี้ ดาวเตะไนจีเรีย โชว์ฟอร์มได้น่าประทับใจ เขาก็มีโอกาสได้เซ็นสัญญาถาวรเช่นกัน

 

ใครได้-ใครเสีย?อาร์เซน่อลหาทางออกส่งเกนดูซี่แลกคูตินโญ่

เดลี่ เมล์ สื่อจากประเทศอังกฤษ รายงานว่า อาร์เซน่อล เตรียมส่ง มัตเตโอ เกนดูซี่ มิดฟิลด์ดาวรุ่ง เป็นข้อเสนอแลกตัวกับ ฟิลลิปเป้ คูตินโญ่ ให้แก่ บาร์เซโลน่า หลังแข้งชาวฝรั่งเศสดูเหมือนจะหมดอนาคตกับทีมเมื่อไม่มีชื่อในเกมเอฟเอ คัพ รอบตัดเชือก เมื่อคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา

    มัตเตโอ เกนดูซี่ วัย 21 ปี ไม่ได้ลงสนามให้กับ อาร์เซน่อล อีกเลย นับตั้งแต่ก่อเรื่องแบบน่าเกลียดใส่ นีล โมปาย กองหน้าของ โบรท์ตัน ในเกมที่ "ปืนใหญ่" บุกไปพ่าย 1-2

    ซึ่งล่าสุด เดลี่ เมล์ ได้ระบุว่า อาร์เซน่อล เตรียมแผนที่จะส่ง เกนดูซี่ เพื่อแลกกับ ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ เพลย์เมคเกอร์ของ บาร์เซโลน่า

    ทั้งนี้ เกนดูซี่ ไม่เป็นที่ชื่นชอบของ มิเกล อาร์เตต้า กุนซือสแปนิช หลังจากมีปัญหาเรื่องพฤติกรรมทั้งในและนอกสนาม โดยเกมล่าสุดที่ อาร์เซน่อล เอาชนะ แมนฯ ซิตี้ ในศึก เอฟเอ คัพ เกนดูซี่ ก็ไม่มีส่วนร่วมกับทีมเลย

เทียบให้เห็นชัดๆ ! แม็กไกวร์ แนวรับแกร่งกว่า ฟาน ไดค์

เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ กองหลังชาวดัตช์ "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล อาจจะได้รับการพิจารณาว่าเป็นเซนเตอร์แบ็กที่เหนียวแน่นแข็งแกร่งที่สุดในโลก แต่สำหรับตอนนี้ แฮร์รี่ แม็กไกวร์ แนวรับ "ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มีสถิติที่เหลือกว่าเขาในเกมพรีเมียร์ลีก อังกฤษ

    เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ กองหลังชาวดัตช์ "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล อาจจะได้รับการพิจารณาว่าเป็นเซนเตอร์แบ็กที่เหนียวแน่นแข็งแกร่งที่สุดในโลก แต่สำหรับตอนนี้ แฮร์รี่ แม็กไกวร์ แนวรับ "ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มีสถิติที่เหลือกว่าเขาในเกมพรีเมียร์ลีก อังกฤษ

    แม็กไกวร์ มักจะโดนวิพากษ์วิจารณ์ผลงานมาตลอดในฤดูกาลนี้ โดยเฉพาะการเล่นที่ผิดพลาดในหลายๆ เกม แต่ดูเหมือนว่าสถิติของเขาเมื่อนำมาเปรีบเทียบกับ ฟาน ไดค์ ซึ่งทำเล่นพลาดส่งบอลสั้นจนเป็นเหตุให้โดน อเล็กซองด์ ลากาแซตต์ ฉกบอลยิงประตูในเกมที่ "หงส์แดง" แพ้ อาร์เซน่อล 1-2 เมื่อวันพุธที่ผ่านมา

   

   แน่นอนว่าความผิดพลาดดังกล่าวทำให้แฟนบอลคู่แข่ง โดยเฉพาะสาวก "เร้ด อาร์มี่" ต่างออกมาแซว ฟาน ไดค์ กันไปทั่วสื่อสังคมออนไลน์ และถึงขนาดนำไปเปรียบเทียบกับการเล่นที่ผิดพลาดของ ดาวิด ลุยซ์ แนวรับเลือดแซมบ้าจากทัพ "เดอะ กันเนอร์" เลยทีเดียว

    สอดคล้องกับสถิติจากเว็บไซต์พรีเมียร์ลีก ที่ระบุว่าความผิดพลาดของ ฟาน ไดค์ เป็นความผิดพลาดครั้งแรกของฤดูกาลนี้ที่ทำให้คู่แข่งได้ประตู และเป็นเพียงแค่สองครั้งเท่านั้นจากการเล่น 88 แมตช์ในลีกสูงสุดเมืองผู้ดีให้กับ ยอดทีมแห่งถิ่นแอนฟิลด์

   

   ขณะที่ แม็กไกวร์ ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นกองหลังที่มีค่าตัวแพงที่สุดในโลก ยังไม่เคยทำผิดพลาดจนทำให้คู่แข่งได้ประตู จากการลงสนามให้กับทัพ "ปีศาจแดง" 35 แมตช์ในฤดูกาลนี้ ยังไม่หมดแค่นั้นเพราะปราการหลังทีมชาติอังกฤษ ยังมีสถิติในเกมรับอีกหลายอย่างที่เหนือกว่า ฟาน ไดค์

    อย่างเล่นสถิติในการบล็อกซึ่ง แม็กไกวร์ สามารถบล็อกได้ถึง 18 ครั้ง ส่วน เซนเตอร์แบ็กทีมชาติฮอลแลนด์ ทำได้เพียง 15 ครั้งเท่านั้น นอกจากนี้ อดีตสตาร์ "สุนัขจิ้งจอก" เลสเตอร์ ซิตี้ สามารถสกัดบอลจากการผ่านบอลของฝ่ายตรงข้าม หรือ อินเตอร์เซปชั่น ได้ถึง 67 ครั้ง ส่วน ฟาน ไดค์ ทำได้ 39 ครั้ง

    ยังไม่หมดแค่นั้น แม็กไกวร์ ยังสามารถเสียบสกัดคู่แข่งสำเร็จถึง 60 เปอร์เซนต์ เหนือกว่าแนวรับเจ้าของแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาลที่ผ่านมา ส่วนการโหม่งสกัดนั้น กองหลัง "ผีแดง" ก็ยังทำผลงานได้โดดเด่นกว่า อดีตพ่อค้าแข้ง "นักบุญ" เซาธ์แฮมป์ตัน

    ฉะนั้นสถิติเหล่านี้คงจะทำให้แฟนบอลแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ค่อนข้างมั่นใจได้ว่า แม็กไกวร์ ยังคงเป็นเซนเตอร์แบ็กที่ทำผลงานได้ดี แม้อาจจะมีข้อผิดพลาดบ้างในบางเกม แต่ก็ยังดูดีมีอนาคต

เปรียบเทียบผลงาน เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ VS แฮร์รี่ แม็กไกวร์ (ก่อนเกมพบ คริสตัล พาเลซ)