ชีวิตโคตรดราม่า คบแก๊งค์ขาใหญ่ หลงผิด ชีวิต(เกือบ)พัง

“เอ็ม”อนาวิน จูจีน อดีตแข้งทีมชาติไทยวัย 33 ปี ที่ปัจจุบันเดินทางไปค้าแข้งในประเทศมาเลเซีย กับสโมสรฟุตบอลเปตาลิง จายา ในศึกฟุตบอลมาเลเซีย ซูเปอร์ลีก ฤดูกาล 2020 ยังต้องเผชิญกับโชคชะตาลูกหนังต่างแดนด้วยการฝึกซ้อมด้วยตัวเองอย่างต่อเนื่องเพราะรัฐบาลของมาเลเซีย ยังไม่ประกาศคลายล็อค ซึ่งจะมีการประกาศเรื่องของมาตรการอีกครั้งในวันที่ 9 มิ.ย.63 หากทุกอย่างเป็นไปในทิศทางที่ดีก็จะเริ่มทำการฝึกซ้อมแบบกลุ่มกับสโมสรต้นสังกัด

    แข้งไทยที่ไปใช้ชีวิตต่างแดนเล่าย้อนความหลังก่อนเข้าสู่วงการฟุตบอลว่ากว่าจะมีวันนี้ ชีวิตเขาเจียนอยู่เจียนไปบนเส้นทางที่เต็มไปด้วยอุปสรรคสิ่งยั่วยุมากมาย บางครั้งก็มีหลงทางหลุดไปอยู่ในโลกที่มันไม่ควรเข้าไปอยู่โชคดีที่ฟุตบอลดึงเขากลับมาสู่ชีวิตที่ดีแบบพลิกมาอีกด้าน หากไม่มีฟุตบอลชื่อ อนาวิน จูจีน  อาจจะไปโผล่ในเส้นทางที่เต็มไปด้วยอบายมุขและสิ่งผิดกฎหมายมากมายไม่น่าจะมีชีวิตที่ดีเหมือนทุกวันนี้

    อนาวิน พูดถึงความหลังว่า ผมเกิดนครสวรรค์ย้ายตามครอบครัวไปโตที่เมืองกาญจน์ จริงๆกีฬาที่ชอบคือตะกร้อเล่นมาตั้งแต่เด็กๆในโรงเรียนเทศบาลฯ 3 บ้านบ่อ ด้วยความที่เราตัวเล็กไม่ค่อยกล้าจึงเลือกกีฬาที่เน้นไม่ปะทะ แต่ความบังเอิญคือวันนั้นเขาซ้อมฟุตบอลกันแล้วตัวผู้เล่นไม่ครบครูจึงเรียกไปเล่นในตำแหน่งตัวรุกริมเส้น แล้วทำได้ดีในสายตาครู ครูจึงจับมาเป็นตัวของโรงเรียนก่อนที่จะพัฒนาเป็นตัวแทนของจังหวัดลงแข่งขันรายการกีฬาเทศบาลระดับประเทศช่วงรอบสุดท้ายจะลงแข่งขันทั้ง วิ่ง,ตะกร้อ และ ฟุตบอล  แข่งวันเดียวกันก็วิ่งรอกเล่นจนครบ

    ตอนจบ ป.6 หมายมั่นปั้นมือมากที่จะเข้าโรงเรียนกีฬาสุพรรณบุรี ตอนนั้นอยากเรียนที่นั่นมากๆสถานศึกษาดังมากๆนักเตะติดเยาวชนทีมชาติเพียบ เขารับเด็กเข้า ม.1 โครงการฟุตบอลจำนวน  15  คน แต่มีเด็กไปสมัคร 1,500 คน สุดท้ายไม่ติดก็กลับไปเรียนมีเมืองกาญจน์ที่โรงเรียนเทพมงคลฯ ฟุตบอลก็ยังเล่นต่อแต่อีกด้านชีวิตกำลังเจอกับเรื่องราวต่างๆมากมายเพราะเราเริ่มโตขึ้นได้เห็นได้รู้ เริ่มแอบเห็นครอบครัวไปเกี่ยวพันกับยาเสพติดแต่ด้วยความเป็นเด็กจึงไม่กล้าพูดอะไร เก็บความรู้สึกไว้กับตัวเองและคิดว่าทุกคนคงมีเหตุผลเป็นของตัวเองจริงๆอยากจะบอกว่าไม่ให้ไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้เพราะมันเป็นสิ่งที่ไม่ดี ด้วยความเป็นเด็กบวกกับใจที่ยังไม่กล้าพอจึงเลือกที่จะไม่พูดอะไรออกไป

    ช่วงเวลาที่สำคัญคือรอยต่อการเป็นเด็กกับวัยรุ่นตอนนั้นไปโรงเรียนก็จะมีพวกขาใหญ่รุ่นพี่ตั้งแก็งค์กันบางคนก็โหดมากๆบางคนก็ออกแนวรีดไถ คิดว่าถ้าโดนรังแกทุกวันจะทำอย่างไรดีมันไม่ใช่แค่การต่อสู้ในแต่ละวัน แต่การสร้างการยอมรับก็เป็นเรื่องสำคัญในเวลานั้น ยอมรับว่าเมื่อย้อนกลับไปถึงตอนนั้นมันก็เป็นเรื่องที่ไม่ควรทำเพราะผิดร้ายแรงมากๆ ด้วยความคิดแบบเด็กๆ ผมขโมยยาเสพติดจากที่บ้านมาขายให้กับเพื่อนๆ 3 เม็ด เจตนาไม่ได้อยากได้สตางค์แต่อยากบอกให้รู้ว่าเราก็มีประสบการณ์ที่พวกเขาจะรังแกเราไม่ได้จริงๆมันเป็นความคิดที่ผิดถ้าย้อนเวลากลับไปได้ผมจะไม่ทำ

    หลังจากนั้นมาบรรดาพวกขาใหญ่ต้อนรับเราเป็นอย่างดีเหมือนเป็นใบเบิกทางเข้าแก็งค์ผมเริ่มดื่มเหล้า,สูบบุหรี่ ,ขี่มอร์เตอร์ไซค์ซิ่ง ตั้งแต่อายุ 12 ปี แต่สองสิ่งที่ผมไม่ทิ้งเลยคือเรื่องของการเรียนและฟุตบอล ใครจะว่าอย่างไรก็แล้วแต่ทุกเย็นต้องได้เล่นฟุตบอล ด้วยความเป็นเด็กเข้าเรียน ม.1 ก่อนเกณฑ์จึงพอมีเวลาให้ผมเลือกความฝันของฟุตบอลอีกครั้ง สุดท้ายตัดสินใจไปสอบโควตาฟุตบอลที่ โรงเรียนกีฬาสุพรรณบุรี เพื่อเข้าม.1 อีกรอบ ครั้งนี้หลุดเข้าไปถึงรอบ 50 คน แต่ก็ยังไม่ได้เรียนเหมือนดั่งที่ฝันไว้อีกครั้ง  ทำให้ต้องกลับมาเรียนต่อที่กาญจนบุรี แต่บนความโชคร้ายยังมีความโชคดีโรงเรียนกีฬาอ่างทองเปิดสถานศึกใหม่พวกที่คัดติดรอบ 50 คนจึงได้สิทธิ์ไปเรียนที่นั่นโดยไม่ต้องทดสอบอะไรเพิ่มเติมเพราะผ่านเกณฑ์การประเมินมาแล้วทุกขั้นตอน

    โรงเรียนกีฬาอ่างทองคือโลกอีกใบที่ทำให้ชีวิตผมชัดเจนขึ้นเรื่องราวของฟุตบอลมันบอกต่อความฝันเราได้ ก่อนไปอ่างทองผมคิดว่าความฝันตอนนั้นคือเรียนให้จบ ม.3 ที่เมืองกาญจน์แล้วสอบเข้าเทคนิคแต่งตัวเท่ห์ๆเหมือนวัยรุ่นทำกันแล้วเรียนจบก็หางานทำ ที่กีฬาอ่างทองการกินนอนทำให้ชีวิตมีระบบระเบียบมากขึ้นและที่สำคัญคือทำให้เราคิดมากขึ้นในเรื่องราวที่ผ่านมา  หลังจากเรียนไปได้สักระยะครอบครัวผมก็โดนจับแม่ผมถูกตัดสินจำคุก 4 ปี  ช่วงที่แม่อยู่ในนั้นผมมีเวลาไปหาท่านเพียงแค่ 4 ครั้ง เพราะมีปัจจัยหลายอย่างทั้งเรื่องของการเดินทางและกำลังทรัพย์มันทรมานมากนะกับช่วงเวลาที่ขมขื่น

    แต่ก็สัญญากับตัวเองว่าจะไม่ให้เกิดเรื่องแบบนี้ในครอบครัวอีก คอยพร่ำสอนน้องสาวตลอดเวลาให้ก้าวข้ามอุปสรรคไปด้วย สมัยเรียนอ่างทอง เพื่อนๆจะเรียกผมว่า “ไอ้หลวง” เรื่องนี้ มงคล ทศไกร รู้ดี เหตุที่เรียกแบบนั้นเพราะว่าเราจะคอยห้ามคอยด่าเพื่อนๆที่จะออกนอกลู่นอกทางเพราะคิดว่าโอกาสของทุกคนมันไม่ได้มาง่ายๆบางคนพลาดครั้งเดียวอาจจะยาวตลอดชีวิต ประสบการณ์บางอย่างที่เผชิญทำให้เราอยากให้คนที่เรารักรอบๆตัวเรามีเส้นทางการเดินที่ดี

    ผมยอมรับเลยว่าที่โรงเรียนกีฬาอ่างทองทำให้โลกอีกใบมันสวยงามมากขึ้น การก้าวไปติดทีมชาตินักเรียนไทย รุ่นอายุ 18 ปี คืออีกหนึ่งจุดเปลี่ยนชีวิตของผมทุกอย่างดีขึ้นเรื่อยๆแบบชัดเจน การติดทีมชาติเป็นเรื่องที่ดีใจมากๆ แต่สิ่งที่ดีใจสุดๆคือเรื่องของการที่แม่ของผมพ้นโทษออกมากลับมาใช้ชีวิตปกติ ผมกอดแม่ด้วยน้ำตาแห่งความคิดถึงเป็นห่วงไหลออกมาไม่หยุดพร้อมกับคิดในใจว่าต่อไปนี้จะดูแลแม่และครอบครัวให้ดีที่สุด  จากนั้นเส้นทางฟุตบอลก็พาผมเดินทางไปหลากหลายแห่งในสโมสรฟุตบอลอาชีพ ทั้ง ธ.กรุงไทย ,บางกอกกล๊าส,บุรีรัมย์,สุพรรณบุรี จนมาถึงมาเลเซีย

    มาถึงวันนี้แม้จะอายุ 33 ปี ผมก็ยังไม่หยุดฝันเรื่องของฟุตบอลหากไม่เป็นผู้เล่นก็ยังมีแผนเกี่ยวกับฟุตบอลอีกมากมายที่จะก้าวเดินตอนนี้เรียนจบวิชาโค้ชระดับ ซี ไลเซ่นส์ ก็ต้องขวนขวายต่อไปเพื่อต่อเติมความรู้ในเรื่องของฟุตบอล  เรื่องราวที่ผิดพลาดในอดีตคือบทเรียนชั้นดีในการปรับปรุงตัวเองรวมไปถึงการดูแลคนรอบข้าง หลายๆเรื่องที่ทำให้คิดได้ในช่วงเวลาที่ผ่านๆมาชีวิตเรายืนได้อย่างแข็งแรงเพราะ “ฟุตบอล”และ “โอกาส”ที่เราได้รับรวมไปถึงการแยกทางจากสิ่งต่างๆที่มันไม่ดีหัวใจเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s